กสทช. กับการใช้อำนาจที่เกินขอบเขต

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่กำกับการประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

ล่าสุด ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ในคดีหมายเลขดำที่ 1764/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 1399/2568 โดยได้วางหลักเกี่ยวกับการใช้อำนาจของคณะกรรมการกสทช. ที่เกินขอบเขต

คำพิพากษาดังกล่าวนี้ ถือเป็นบรรทัดฐานอย่างหนึ่งที่อ้างอิงได้เกี่ยวกับการใช้อำนาจขององค์กรต่างๆ ของรัฐ ซึ่งรวมถึงองค์กรอิสระด้วย

คดีนี้สืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการ กสทช. ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 30/2565 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 เห็นชอบให้นำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) จำนวน 600,000,000 บาท สนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่สัญญาณการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 2022 (พ.ศ. 2565)

ต่อมาได้เป็นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยได้รายงานผลต่อที่ประชุม กสทช. ในการประชุมครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566

ที่ประชุมดังกล่าวได้มีมติเสียงข้างมาก ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยรองเลขาธิการ กสทช. ซึ่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ในขณะนั้น และให้เปลี่ยนตัวผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เป็นรองเลขาธิการ กสทช. อีกคนหนึ่ง

ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคณะกรรมการ กสทช. เสียงข้างมากที่ลงมตินั้นฟ้องประธาน กสทช. ที่ปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามมติดังกล่าว ถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ประธาน กสทช. ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามมติเสียงข้างมาก

ประเด็นในคดีจึงมีว่า ประธาน กสทช. ไม่ปฏิบัติตามมติเสียงข้างมากของคณะกรรมการ กสทช. เพราะเหตุใด ? และการกระทำดังกล่าวของประธาน กสทช. เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยคดี โดยชี้ให้เห็นประเด็นที่สำคัญว่า มติดังกล่าวของ กสทช. ที่ให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยของผู้รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. ซึ่งตำแหน่งเดิมเป็น รองเลขาธิการ กสทช. อยู่แล้วมีสถานะเป็นพนักงานของสำนักงาน กสทช. ตามระเบียบกสทช. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ.2565 ซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจของเลขาธิการ กสทช. ที่จะพิจารณาสืบสวนและแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ผู้ที่ถูกกล่าวหา กลับเป็นคู่กรณีเสียเองเพราะอยู่ในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. ในขณะนั้น

กรณีจึงมีเหตุที่เจ้าหน้าที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ ตามมาตรา 13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เนื่องจากเป็นคู่กรณีเสียเอง อำนาจในการพิจารณาจึงตกแก่ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นชั้นหนึ่ง และตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้เลขาธิการ ขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. ดังนั้นประธาน กสทช.จึงเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้

กรณีนี้ ระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการรักษาการแทน การปฏิบัติการแทน และการปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. และพนักงานของสำนักงาน กสทช. 2566 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ใน ข้อ 6. ว่า “ให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของ กสทช. แต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งตามที่เห็นสมควรเป็นผู้รักษาการแทน”

ตามระเบียบนี้ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ให้การริเริ่มเสนอชื่อและแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเป็นอำนาจของประธาน กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อให้การปฏิบัติงานของเลขาธิการ กสทช. ซึ่งต้องขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

อำนาจของ กสทช. ทั้งคณะอยู่ในขั้นตอนการให้ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับที่เป็นสาระสำคัญ หาก กสทช. ไม่เห็นชอบ ประธาน กสทช. ผู้ฟ้องคดีไม่อาจแต่งตั้งบุคคลนั้นได้

ดังนั้น มติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 จึงไม่มีผลทางกฎหมาย เป็นคำสั่งที่ผูกพันให้ประธาน กสทช. ผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีทางเลือก การที่ประธาน กสทช. ผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการ กสทช. จึงไม่เป็นการละเลยต่อ หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติแต่อย่างใด ศาลปกครองกลางจึงยกฟ้อง

คดีนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญแก่ทุกองค์กรของรัฐที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีมติคณะกรรมการเสียงข้างมากให้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นมติที่เกินขอบอำนาจตามกฎหมาย มตินั้นย่อมไม่มีผลบังคับและไม่ผูกพันตามกฎหมาย

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น