เยาวชนอเมริกันผิดอาญา-พ่อแม่ร่วมรับผิด

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567

กรณีเยาวชนอเมริกัน วัย 15 ปี ก่อเหตุกราดยิงที่ โรงเรียนมัธยม ออกซ์ฟอร์ดในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2564 จนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย จากการกระทำอุกอาจดังกล่าว จนเป็นข่าวสะเทือนขวัญที่ถูกเผยแพร่ทั่วไป

เหตุการณ์นี้ ได้กลับเป็นข่าวอีกครั้งหนึ่ง ที่สร้างความสั่นสะเทือนไม่แพ้กัน เมื่อศาลโอ๊คแลนด์เคาน์ตี้ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา โดยคณะลูกขุนได้มีคำตัดสินว่า ทั้งบิดาและมารดาของเยาวชนรายนี้ มีความผิดตามกฎหมายฐานทำให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท เพราะได้ซื้อปืนให้แก่เยาวชนผู้ก่อเหตุ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการดูแล หรือห้ามปรามเยาวชนนั้น กลับปล่อยปละละเลย ให้เกิดเหตุร้ายจนมีผู้เสียชีวิต

ตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) แบบเดียวกับประเทศสหราชอาณาจักร หรือ ที่เราเรียกกันว่า ประเทศอังกฤษ และประเทศในเครือจักรภพ ในคดีอาญา จะมีคณะลูกขุนตัดสินคดีในข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดกฎหมายหรือไม่จากนั้นศาลจะพิพากษาตัดสินคดีครั้งหนึ่งว่า หากจำเลยกระทำความผิดตามคำตัดสินของคณะลูกขุน จำเลยจะต้องรับผิดจำคุกเป็นระยะเวลานานเท่าใด หรือต้องโทษประหารชีวิต

คณะลูกขุนเป็นบุคคลธรรมดา ที่ถูกสุ่มเลือกให้มาพิจารณาตัดสินคดีแต่ต้องไม่เป็นนักกฎหมายเพราะถือว่าเป็นความเห็นของบุคคลทั่วไปในการพิจารณาพิจารณาว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่

การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของพลเมืองอเมริกันในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐในส่วนที่แก้ไข ครั้งที่ 2 หรือที่เรียกว่า Second Amendment ที่ให้สิทธิพลเมืองสหรัฐ ในการมีอาวุธไว้ป้องกันตัว การมีปืนถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นสิทธิเสรีภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันตัวเองและทรัพย์สิน

ชาวอเมริกันมีสถิติครอบครองปืนสั้น 857 ล้านกระบอกจากยอดจำหน่ายปืนสั้นที่ผลิตขายทั่วโลกจำนวนมากกว่า 1,000 ล้านกระบอก (ข้อมูลจาก Small Arms Survey เมื่อปี พ.ศ. 2561) โดยเฉลี่ยประชากรอเมริกัน 100 คน จะมีปืนในครอบครอง 120 กระบอก ซึ่งแสดงว่าชาวอเมริกัน 1 คนอาจมีปืนมากกว่า 1 กระบอก และอาจกล่าวได้ว่า สหรัฐเป็นประเทศที่มีผู้ครอบครองอาวุธปืนมากที่สุดในโลก

กฎหมายควบคุมอาวุธปืน Gun Control Act 1968 (พ.ศ. 2511) ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ได้กำหนดขอบเขตแห่งเสรีภาพในการพกพาปืนที่ครอบครอง ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามพกพาปืนไปในสถานที่อ่อนไหว รวมถึงสถานที่สาธารณะหลายแห่ง เช่น จัตุรัสไทม์สแควร์ รถไฟใต้ดิน รวมทั้งที่จัดแคมป์ฤดูร้อน หรือสถานที่ซึ่งคนดื่มแอลกอฮอล์ 

นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเงื่อนไขให้บุคคลที่ผลิตหรือซื้อขายอาวุธปืนจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลกลางก่อนซึ่งรวมไปถึงห้ามการขนส่งอาวุธระหว่างรัฐทั้งหมดไป หรือจากบุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตในฐานะผู้ค้า ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือนักสะสม และยังห้ามโอนใบอนุญาตโดยเจตนาไปยังกลุ่มบางกลุ่ม ซึ่งจัดอยู่ในประเภทขาดความรับผิดชอบหรืออาจเป็นอันตราย และวางข้อจำกัดในการนำเข้าอาวุธปืนที่มีราคาไม่แพง

ใบอนุญาตการล่าสัตว์และการขยายตัวของเมืองใหญ่ มีผลเป็นนัยสำคัญต่อการซื้อปืนพกที่เพิ่มขึ้น  ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า การซื้อปืนพกมีความสัมพันธ์กับอัตราอาชญากรรมรุนแรงที่เพิ่มขึ้นด้วย ในทางกลับกันยังแสดงให้เห็นถึงนัยทางการตลาดที่ว่า กฎหมายควบคุมปืนนี้ ไม่ได้

ส่งผลกระทบให้การซื้อปืนพกของชาวอเมริกันลดลงแต่อย่างใด

จากสถิติเหตุอาชญากรรมร้ายแรงจากการกราดยิงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ทำให้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2565 (2022) ศาลแห่งรัฐบาลกลางของสหรัฐ มีคำสั่งให้ระงับการบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาวุธปืนของรัฐนิวยอร์กชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าขัดต่อเสรีภาพคนอเมริกันในการป้องกันตัวตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอนุญาตให้ผู้ครอบครองปืนในสหรัฐมีสิทธิพกพาอาวุธปืนไปในสถานที่ต่างๆ ได้ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนจากอาชญากรรมร้ายแรงประเภทนี้ และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ครอบครองปืนในสหรัฐสามารถฟ้องร้องคัดค้านต่อกฎหมายควบคุมอาวุธปืนของรัฐนิวยอร์กได้ด้วย

ภายใต้ระบบกฎหมายของสหรัฐ มีหลักกฎหมายในเรื่องความรับผิดของบิดามารดา ผู้ปกครองเด็กต่อการกระทำของเด็กที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายและความเสียหายกับบุคคลภายนอก (Parental Responsibility Law) ซึ่งเป็นหลักกฎหมายบังคับใช้ทั่วไปในสหรัฐ จะแตกต่างกันเฉพาะในรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละรัฐเท่านั้น เช่น เงื่อนไขเรื่องอายุของเด็ก อัตราโทษ หรืออัตราค่าปรับ               

โดยหลักกฎหมายทั่วไปของสหรัฐ บิดามารดาผู้ปกครองจะถูกกำหนดให้ “ต้องรับผิดแทน” ต่อการกระทำของบุตรหลาน และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับความผิดทางแพ่งและคดีอาญาของบุตรหลาน

แม้กฎหมายสหรัฐจะมีบทบังคับให้บิดามารดา และผู้ปกครองของเด็ก และเยาวชนต้องร่วมรับผิดต่อการกระทำของเด็กและเยาวชนก็ตาม การที่ศาลโอ๊คแลนด์เคาน์ตี้รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินของคณะลูกขุนว่า บิดามารดาของเยาวชนที่กระทำความผิดในการใช้ปืนยิงบุคคลอื่นเสียชีวิต ถือว่ามีความผิดฐานประมาททำให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย เป็นการตีความกฎหมายทั่วไปที่มีอยู่แล้วได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่ากฎหมายประกอบอื่นๆ ที่ใช้บังคับ

ย้อนกลับถึงเหตุการณ์กราดยิงโดยเยาวชนที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนในประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566

แม้ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้บิดามารดาของเด็กต้องร่วมรับผิดต่อความผิดที่เกิดขึ้น และมีโทษทางอาญาก็ตาม เมื่อมีการดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้อง ผลของคดีคงไม่ถึงกับว่า มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย

ในส่วนเยาวชนไทยผู้กระทำความผิดในการกราดยิงยังมีปัญหาในเรื่องจิตเวช ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินคดีแม้เมื่อหายป่วยแล้ว อาจไม่ต้องได้รับโทษหนักเหมือนอย่างในต่างประเทศ

ผลของการดำเนินคดีในประเทศไทยอาจไม่ถูกใจผู้คนส่วนใหญ่ แต่เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับ

                                                    …………………….

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น