ขยายฐาน….ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

 อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 7% จากผู้ประกอบการที่มีรายได้ 1,800,000 บาทต่อปี หรือ150,000 บาทต่อเดือน

ในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ การขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่มีรายได้น้อยกว่า 1,800,000 บาท ต่อปี รวมทั้งการขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จะทำให้รัฐบาลมีรายได้จากการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

“…ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,800,000 บาทต่อปี เช่น อาจมีรายได้ 1,500,000 บาทต่อปี อาจจะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทที่ 2 ในอัตรา 1% ของรายได้ 1,500,000 บาท ต่อปี เหมือนดังกรณีประเทศในยุโรป เพราะจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านบาท กรมสรรพากรกำหนดผู้มีรายได้กลุ่มนี้ สามารถหักรายจ่ายแบบเหมาจ่ายได้ 60% ส่วนที่เหลือนำมาเสียภาษี ทำให้เสียภาษีปีละหมื่นกว่าบาทเท่านั้น ..การลดรายจ่ายของรัฐบาลทำได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะรายจ่ายประจำที่มีข้าราชการเกือบ 3 ล้านคน ที่จำเป็นต้องเพิ่มรายได้ ปัจจุบันการจัดเก็บจากภาษีของรัฐบาล

             ทำได้เพียง 15.5% ของจีดีพีจากในอดีตเคยได้สูงถึง 17% การนำผู้มีรายได้กลุ่มนี้ เข้าระบบให้มากขึ้น จะทำให้รัฐบาลจัดทำงบขาดดุลต่ำลงที่ปัจจุบันขาดดุลอยู่ที่ 4.4% ของจีดีพี

              อาจเหลือแค่ 3.5% หรือรัฐบาลนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ เช่น การบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

            ใจความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของถ้อยแถลงนโยบายเชิงแนวคิดของ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรัฐบาลปัจจุบัน เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568

            นโยบายเชิงแนวคิดในการจะขึ้นอัตราเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 15% จากปัจจุบัน 7% และจะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทที่ 2 ในอัตรา 1% ของรายได้ 1,500,000 บาท ต่อปี ทั้งสองแนวทาง มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ มุ่งเน้นไปเพื่อนำเงินรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทย และสู้กับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนซบเซาจากสงครามทางการค้าของประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา

            ถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเพียง ความเห็นของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ยังต้องผ่านการอนุมัติจาก คณะกรรมการปฏิรูปภาษีก่อน 

                   ปัจจุบันเศรษฐกิจของภาคธุรกิจเอกชนถือว่า ซบเซา ที่สังเกตได้จาก การปล่อยสินเชื่อของธนาคารน้อยลง 

                   แต่ในทางกลับกันธุรกิจของธนาคารกลับมีผลประกอบการที่ดีและมีผลกำไรสูงขึ้นอย่างน่า ประหลาดใจ ในปี พ.ศ. 2567 กำไรของ 10 ธนาคารที่สุ่มตัวอย่าง มีมูลค่าราว 2.5 แสนล้านบาท

                  กรณีนี้ อาจจะเป็นเพราะการปล่อยสินเชื่อของธนาคารมุ่งเน้นการปล่อยรายเดิมเพิ่มเติม แต่การปล่อยสินเชื่อเพื่อลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่น้อยรายหรือแทบไม่มีเลย เนื่องจากธนาคารต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหนี้เสีย และรักษาภาพพจน์ของผลประกอบการธุรกิจของตน เพื่อรักษาความเชื่อถือในตลาดและครองใจฐานลูกค้าชั้นดี

             สหภาพยุโรป มีข้อกำหนดอนุญาต (VAT Directive) ให้ประเทศสมาชิก กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 อัตรา คือ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรฐาน และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มแบบลดหย่อน   เช่น ประเทศเยอรมนี อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรฐาน19% และอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มแบบลดหย่อน 7% ในขณะที่ประเทศฟินแลนด์ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรฐาน 25.5% อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มแบบลดหย่อนลำดับแรก ที่ 14% อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มแบบลดหย่อนลำดับที่ 2 ที่ 10% (อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของสหภาพยุโรปสำหรับปี 2025)

              ธุรกิจการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบกิจการที่เป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลในประเทศ ที่ถูกจัดอยู่ในประเภทธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อม หรือเรียกว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาจจัดอยู่ในกลุ่มที่เข้าข่ายมีรายได้ถึงเกณฑ์ 1,500,000 บาท ต่อปี ต้องถูกบังคับให้เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและรับภาระภาษี 1%

             ระบบการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหลาย ล้วนแต่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ที่อยู่ในต่างประเทศ รวมถึงระบบการชำระเงินออนไลน์

              แม้จะเปิดให้ใช้เป็นเครื่องมือประกอบธุรกิจ มีรายได้แบบสาธารณะ แต่มีการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ส่วนหนึ่งสำหรับการนำไปใช้ประกอบธุรกิจ และอาจมีเงื่อนไขที่ต้องยอมให้มีการโฆษณาสินค้าและบริการข้ามเขตประเทศ ซึ่งเป็นลูกค้าลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์อีกทางหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลไทยไม่สามารถเรียกเก็บภาษีส่วนนี้ได้เลย

               บรรดาผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจการซื้อขายสินค้าเหล่านี้ มีเพียงไม่กี่ราย และอาจไม่ยั่งยืนเสมอไป เพราะส่วนใหญ่มิได้ผู้ผลิตสินค้าเองโดยตรง แต่มักจะเป็นลักษณะซื้อมา ขายไป ซึ่งมูลค่าของสินค้าเหล่านี้ ผู้ซื้อรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% อยู่แล้วในระบบ รวมถึงผู้ค้าออนไลน์ด้วยเช่นกันจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ให้ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% อีกครั้งในช่วงรอบสิ้นปีของในแต่ละปี

             ปัญหาที่กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการในประเทศไทย ที่ปกติจะได้รับการส่งเสริมในรูปของเงินทุนให้เปล่า เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือด้านภาษี (ยกเว้นภาษีในบางรายการ) แต่เป็นเพียงช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่งตามนโยบายของรัฐบาลในแต่ละวาระ มีลักษณะเป็นการชั่วคราว หรือโปรโมชั่น(Event Policy) มิได้ดำเนินนโยบายสานต่ออย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับต่างประเทศ

          ถ้อยแถลงของผู้บริหารประเทศ ที่เป็นเพียงแนวความคิด อาจสร้างความ ตื่นเต้น และตื่นตระหนก หรือสร้างผลดีทางด้านเศรษฐกิจ ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ดร.รุจิระ บุนนาค

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น