คดีดัง : เมื่อ กสทช. ต้องรับโทษจำคุก

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นี้ ได้มีคำพิพากษาจำคุกพิรงรอง รามสูตร กรรมการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา แต่ได้รับการประกันตัวในวงเงิน 120,000 บาท และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลางมีคำพิพากษาในคดีนี้ ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นทั้งในเชิงวิชาการ และในเชิงความรู้สึกอย่างมากมาย ประหนึ่งว่า ศาลสถิตยุติธรรมได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ราวกับเป็นจำเลยของสังคมเสียเอง

การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาล โดยหลักทั่วไป หากเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการ และกระทำด้วยความเคารพ สามารถกระทำได้ มิฉะนั้นอาจเป็นการละเมิดอำนาจศาล และมีโทษจำคุก

แม้จะเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาในเชิงวิชาการจำเป็นจะต้องศึกษาและตรวจสอบข้อมูลความเป็นมาของคดีอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วย

คดีนี้ มีที่มาจากการที่ บริษัททรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ให้บริการ แอปพลิเคชั่น True ID ด้วยการแพร่เสียงแพร่ภาพ ผ่านอินเตอร์เน็ต

สาธารณะที่ไม่มีการบริหารจัดการโครงข่ายเป็นการเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า Over The Top (OTT หรือโอทีที)โดยที่ กสทช. ไม่เคยกำหนดให้ผู้บริการดังกล่าวต้องขออนุญาตจาก กสทช.

พิรงรอง ซึ่งเป็นกรรมการ กสทช. และประธานอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ได้ใช้อำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้

แอปพลิเคชั่น True ID ได้แพร่เสียงแพร่ภาพจากโทรทัศน์ดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชั่น เมื่อผู้เข้าชมเปลี่ยนช่อง ได้มีโฆษณาแทรกของแอปพลิเคชั่นนี้ เป็นเหตุให้ พิรงรอง ซึ่งกำกับดูแลเกี่ยวกับกิจการโทรทัศน์มีความเห็นว่า การกระทำเช่นนี้ไม่สมควรและไม่ถูกต้อง

การประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้านกิจการโทรทัศน์ ครั้งที่ 3/2566 เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2566 พิรงรอง ซึ่งเป็นประธานที่ประชุม มีวาระที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับ การตรวจสอบการแพร่เสียงแพร่ภาพผ่านการให้บริการของการรับสัญญาณโทรทัศน์ผ่านระบบอินเตอร์เนต และแอปพลิเคชั่น True ID ซึ่งพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะและพฤติกรรมของ แอปพลิเคชั่น True ID แต่หาข้อสรุปไม่ได้ และเห็นว่ามีผู้ให้บริการในลักษณะ OTT เช่นนี้หลายราย การพิจารณากรณี แอปพลิเคชั่น True ID แต่เพียงรายเดียวอาจส่งผลต่อการพิจารณาประเด็นต่างๆ ในอนาคต

ต่อมา พิรงรอง ได้ให้สำนักงาน กสทช. ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ทุกราย รวม 127 ราย ทราบเกี่ยวกับการให้บริการแอปพลิเคชั่น True ID ว่า ยังมิได้เป็นผู้รับอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ และยังมิได้แสดงเจตนาขอรับใบอนุญาตตามขอบเขตการให้บริการประเภทโครงข่ายไอพีทีวี (IPTV) ทั้งที่ แอปพลิเคชั่นTrue ID ให้บริการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมิได้มีเจ้าหน้าที่ทักท้วงการออกหนังสือดังกล่าวแล้ว

ต่อมาเมื่อ 2 มีนาคม 2566 ในการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 4/ 2566 พิรงรอง ได้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้ตำหนิและต่อว่าฝ่ายเลขานุการ ที่ทำหนังสือโดยไม่ระบุหรือเจาะจงการให้บริการ True ID และรายงานการประชุม ของคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2566 ไม่ได้มีมติให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งไปยังผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์โดยระบุเจาะจงถึงบริการ True ID

แต่ตามบันทึกรายงานการประชุมครั้งที่ 4/2566 กลับระบุว่าที่ประชุมมีมติรับรองรายงานการประชุมครั้งที่3/2566 และเห็นควรแจ้ง ผู้ให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วการประชุมคณะอนุกรรมการครั้งที่ 4/2566 ไม่มีมติดังกล่าว จึงเป็นการทำเอกสารรายงานการประชุมอันเป็นเท็จ

ในการประชุมคณะอนุกรรมการ ครั้งที่ 3/2566 พิรงรอง ได้โน้มน้าวและรวบรัด ใช้คำพูดว่า “เตรียมตัวจะล้มยักษ์” ซึ่งต่อมายอมรับในระหว่างการพิจารณาคดีว่า หมายถึง บริษัท ทรูฯ จึงเป็นการสื่อความหมายว่า ประสงค์จะให้ได้รับความเสียหาย

หลังจากที่ผู้ประกอบการ 127 ราย ได้รับหนังสือจาก กสทช. แล้ว ผู้ประกอบการหลายรายได้ชะลอหรือขยายเวลาทำนิติกรรมกับ บริษัท ทรูฯ ทำให้เกิดความเสียหาย

หลังจากศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ได้มีผู้แสดงความคิดเห็นมากมาย ทั้งผู้ที่อยู่ในวงการคุ้มครองผู้บริโภคและนักวิชาการ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำของพิรงรอง เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภค แต่เหตุใดจึงถูกพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี และไม่รอลงอาญา และเป็นการฟ้องคดีของบริษัทใหญ่เพื่อระงับการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่?

ประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาอยู่ที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจที่จะปฏิบัติหรือดำเนินการหรือไม่? และหากดำเนินการโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายรองรับทั้งหมด แต่ใช้อำนาจหน้าที่เท่าที่มีบางส่วน แล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลบุคคลอื่น จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่?

ประเด็นสำคัญนี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้

สุภาษิตกฎหมายที่สำคัญ เกี่ยวกับการกระทำความผิดคือ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

การที่สุภาษิตกฎหมาย กล่าวไว้เช่นนี้ เพราะเป็นเรื่องยาก ที่จะทราบเจตนาที่แท้จริงภายในของผู้กระทำ จึงต้องใช้ผลของการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์

คดีนี้อาจเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องระลึกถึงเสมอว่า อำนาจหน้าที่ และขอบเขตอำนาจของตน มีมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ทางกฎหมาย  

                                                            ………………………

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น