เอกสารสิทธิที่ดิน ทับซ้อน เจ้าปัญหา เขาใหญ่

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568

แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ (Rancho Charnvee Resort & Country Club) เป็นที่พักตากอากาศ ระดับ 5 ดาว และสนามกอล์ฟ ขนาดมาตรฐาน 18 หลุม พาร์ 72 มูลค่าหลายพันล้านบาท รายล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงาม ของทิวเขาดงพญาเย็นแห่งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 

ที่พักตากอากาศ และสนามกอล์ฟระดับหรูนี้ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว เป็นของครอบครัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองนายกรัฐมนตรี

สถานที่แห่งนี้ เป็นที่กล่าวขวัญถึงความสวยงามและหรูหรา ได้อยู่ในความสนใจของสาธารณชน เมื่อที่ปรึกษาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบที่ดินในเขตจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรวมถึงสถานที่แห่งนี้ด้วยว่า อาจจะอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร และการออกโฉนดที่ดินบริเวณนั้น อาจดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และอาจเป็นเหตุให้ต้องถูกเพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นเอกสารสิทธิตามกฎหมาย

ข้อครหาหรือข้อกล่าวหาที่เป็นข่าวมีว่า ที่ดินผืนใหญ่ซึ่งรวมถึงที่พักตากอากาศและสนามกอล์ฟนี้ ตั้งอยู่บนที่ดิน ส.ป.ก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) อันเป็นการใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งถือครองกรรมสิทธิ์ไม่เป็นไปโดยชอบตามวัตถุประสงค์แห่ง พระราชบัญญัติ ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร พ.ศ.2518

นอกจากนี้ ที่ดินบริเวณนั้นซึ่งเป็น ที่ดิน น.ค. 3 ตามวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 โดยพื้นที่ส่วนนี้ มีความคาบเกี่ยวกันระหว่างพื้นที่ตามสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 และน.ค. 3 เขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคง

ของมนุษย์ (พม.) (กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติเดิม)

การแถลงข่าวของที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับการตรวจสอบที่ดิน ส.ป.ก. ตามหน้าที่ กรณีที่ดินบริเวณดังกล่าว ในเชิงชี้เป้ากล่าวหา ผ่านสื่อสาธารณะ ได้สร้างความไม่พอใจแก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรองนายกรัฐมนตรี ที่ครอบครัวของท่านเป็นเจ้าของที่พักตากอากาศและสนามกอล์ฟเป็นอย่างมาก จนถึงกับกล่าวคำว่า “หน้าตัวเมีย” และยังกล่าวอีกว่า “งานนี้ มีใบสั่ง 500%” ต่อหน้าผู้สื่อข่าว

เพียงช่วงข้ามคืน ท่านคงนึกได้ท่าทีของท่านจึงเปลี่ยนไป และได้กล่าวในทำนองว่า ให้ตรวจสอบไป แต่จากภาษากาย และน้ำเสียงของท่าน ผู้คนที่ติดตามข่าวจะสังเกตได้ว่า ดูเหมือนไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก

กรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบด้านทะเบียนที่ดินทั้งประเทศ โดยอธิบดีกรมที่ดิน ได้ชี้แจงว่า  โฉนดที่ดิน และ น.ส.3 ก บริเวณพื้นที่ดังกล่าว มีที่มาจากเอกสารสิทธิ น.ค. 3 หรือ หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตนิคมสร้างตนเอง ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิตามมาตรา 11 วรรคสอง  แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 โดยเมื่อกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (กรมประชาสงเคราะห์เดิม) อนุมัติให้สมาชิกนิคมรายที่ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเกินกว่า 5 ปี  และได้ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐบาลได้ลงไปแล้ว และชำระหนี้สินเกี่ยวกับกิจการนิคมให้ทางราชการแล้ว จะได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) เป็นหลักฐาน สมาชิกนิคมที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) สามารถนำเอกสารนี้มาขอออกโฉนดเฉพาะรายต่อสำนักงานที่ดิน (มาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน) จึงเป็นเรื่องที่ดำเนินการถูกต้องแล้ว

กรณีที่ดิน ส.ป.ก.นั้น (พื้นที่ปฏิรูปที่ดินในส่วนที่ได้จากพื้นที่ตาม มาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติราชพัสดุ พ.ศ.2518) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจะออก ส.ป.ก.4-01 ให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อไปใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรเลี้ยงชีพ สามารถขอให้กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ตามพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร พ.ศ.2518 (มาตรา 36 ทวิ) ได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้มีข้อจำกัดอยู่เพียงว่า พื้นที่ใดที่มีการออกเอกสารสิทธิน.ค. 3 แล้ว และยังคงมีพลเมืองใช้และอาศัยอยู่รวมกันอยู่เดิมแล้ว จะไม่สามารถจัดเป็นพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร หรือ ส.ป.ก. 4-01 ได้ (แนวความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การตีความพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร พ.ศ. 2518 การถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในเขตปฏิรูปที่ดิน เมื่อสิงหาคม 2525)

ระบบการจัดสรรที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดินของไทย เพื่อให้พลเมืองได้ใช้และอยู่อาศัยร่วมกันนั้น มีวิวัฒนาการมาแต่ช้านานแล้ว เทียบได้กับ “ธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน” ในปัจจุบัน อาจจะกล่าวเช่นนั้นได้ นับแต่ได้มีการตรา พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 (สมาชิกนิคมสร้างตนเองและนิคมสหกรณ์) เรื่อยมาจนกระทั่งถึง พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร พ.ศ. 2518 (สมาชิกเกษตรกร) (ยังไม่รวมรูปแบบการจัดสรรที่ดินสาธารณะ ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ.2507) ต่างมาบรรจบกันที่ กรมที่ดิน ซึ่งเป็นเสมือนนายทะเบียนหลักของที่ดินทั้งประเทศ ในการออกเอกสารสิทธิที่แสดงถึงซึ่งการมีสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินแก่พลเรือนในการใช้ประโยชน์ส่วนบุคคล (ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497)   

ล่าสุด ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาให้ข่าวว่า กรณีดังกล่าว ต้องพิจารณากรณีการครอบครองที่ดิน ที่มีการเพิกถอน ส.ค. 1 (ซึ่งเป็นเอกสารที่ราชการออกให้ เพื่อแสดงการมีสิทธิครอบครองที่ดิน แต่ไม่ได้แสดงถึงการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน) ได้ถูกเพิกถอน โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อพ.ศ. 2519 จึงถือเป็นการเปิดประเด็นใหม่ ทำให้เกิดความสับสนหนักเข้าไปอีกว่า จะเป็นการเลือกปฏิบัติ และหวังผลทางการเมืองอย่างใดหรือไม่ ? การตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ จะดำเนินจริงในทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยส่วนรวม หรือ ดำเนินการเฉพาะบางพื้นที่ เป้าหมายโดยมีวัตถุประสงค์ บางอย่างหรือไม่ ?

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) (ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562) เป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จากพันธกิจองค์กร จะทำให้การทับซ้อนของเอกสารสิทธิในที่ดินของประเทศจะน้อยลงและหมดไปในที่สุด   

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีครอบครัวถือครองที่ดิน ที่เป็นสถานที่พักตากอากาศและสนามกอล์ฟในบริเวณที่ยังมีข้อสงสัยแล้ว ไม่แสดงท่าทีเปิดกว้างให้ตรวจสอบอย่างจริงใจ ย่อมทำให้สาธารณชนเกิดความสงสัย เพราะกรมที่ดินเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง  ว่าจะทำการตรวจสอบอย่างเต็มที่หรือไม่ หรือเลือกปฏิบัติ

ปัญหาที่ดิน ซึ่งมีเอกสารสิทธิออกโดยหน่วยงานราชการถูกต้องตามกฎหมาย ตามหลักการที่ถูกต้องแล้ว หากตรวจสอบย้อนหลังแล้วพบว่า ก่อนการออกเอกสารสิทธิ ที่ดินอยู่ในที่ทับซ้อนที่เป็น ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดิน จะต้องถูกเพิกถอนและกลับสู่สภาพเดิม ส่วนผู้สุจริต ที่ได้ที่ดิน โดยมีเอกสารสิทธิ ไม่ว่าจะเป็น โฉนด น.ส. 3 หรือ น.ส. 3 ก จะต้องเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ขายที่ดินให้แก่ตน รวมทั้งหน่วยงานราชการที่ออกเอกสารสิทธิ แล้วแต่กรณี

กรณีการออกเอกสารสิทธิที่ดิน ในพื้นที่ทับซ้อนสิ่งที่ต้องคำนึง ดังคำกล่าวที่ว่า “หากติดกระดุม เม็ดแรกผิดกระดุมเม็ดต่อไปจะผิดทั้งหมด” และกรณีของราชสีห์“หากหัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก”                                                   

                                                     ………………………

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น