บัตรเลือกตั้ง สายล่อฟ้า หรือ เรียกแขก?

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีสถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 65.07%  ต่ำกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่เฉลี่ยทั่วประเทศ 75% ลดลงไปเกือบ 10% 

ใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศสูงถึง 7,824,040,100 บาท ประชาชนทั่วประเทศต่างตั้งความหวังไว้ว่า รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง จะลงมือปฏิบัติตามนโยบาย แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม  มิใช่เป็นเพียงนโยบายหาเสียงเลื่อนลอย

การดำเนินการจัดการเลือกตั้งของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง ทั้งบัตรเลือกตั้งสส. แบบเขต และบัตรเลือกตั้งสส. แบบบัญชีรายชื่อ ในประเด็นที่ถกเถียงกันว่า เมื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกาบัตรเลือกตั้งแล้ว จะเป็นความลับหรือไม่? และบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ชนิดนี้ ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและต้องเลือกตั้งใหม่หรือไม่?

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ มีบาร์โค้ดพิมพ์อยู่บนบัตรสีชมพู และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต มีคิวอาร์โค้ดพิมพ์อยู่บน บัตรสีเขียว ซึ่งรหัสที่ปรากฏอยู่บนบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด จะมีความแตกต่างกันโดยไม่ซ้ำกันบนบัตรเลือกตั้งแต่ละใบซึ่งพิมพ์ ขึ้นมาสำหรับใช้ บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ชนิด ชนิดละ 59 ล้านใบรวมทั้งสิ้นเป็น 118 ล้านใบ

จึงแสดงว่า บัตรเลือกตั้งที่พิมพ์ขึ้นมาทั้ง 118 ล้านใบ แต่ละใบจะมีอัตลักษณ์ หรือพิสูจน์ลักษณะเฉพาะของแต่ละใบได้ โดยไม่ซ้ำกัน

เมื่อมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง จะต้องเซ็นชื่อรับบัตรที่ต้นขั้วใบแต่ละใบ ซึ่งหากมีการตรวจสอบย้อน โดยนำเอกสารมาเชื่อมโยงกัน จะสามารถสืบค้นได้ว่า บัตรเลือกตั้งแต่ละใบ ใครเป็นผู้กาและกาออกเสียงลงคะแนน เลือกใคร อย่างไร ซึ่งถือได้ว่า หากมีการสืบค้นเชื่อมโยงเอกสาร การกาบัตรเลือกตั้งเพื่อออกเสียงลงคะแนน ไม่เป็นความลับ

ทั้งที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2560 มาตรา 85 กำหนดให้ต้องรักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ. 2561 มาตรา 96 และมาตรา 164 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ห้ามทำเครื่องหมายใดๆ ลงในบัตรเลือกตั้ง

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกกต. ให้ความเห็นโดยสรุป ว่า ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง แยกเก็บไว้คนละที่เป็นอย่างดีเป็นความลับ เป็นการยากมาก หรือเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ใดเข้ามาตรวจสอบสืบค้นข้อมูล

เมื่อย้อนไปพิจารณาถึง การประมูลเพื่อจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งของ กกต. ใน TOR หรือ Term of Reference ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า ขอบเขตของงานที่ประมูล ไม่ได้กำหนดไว้ว่า บัตรเลือกตั้งจะต้องมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด แต่กำหนดไว้เพียงว่า จะต้องมีข้อมูลหรือรหัส เพื่อตรวจสอบกรณีมีเหตุทุจริต

ดังนั้น บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด จึงเป็นสิ่งที่งอกเพิ่มขึ้นในบัตรเลือกตั้ง แต่คณะกรรมการ กกต. มีมติรับรอง ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ดังกล่าวได้

กรณีนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นว่า บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แม้ขณะที่ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนกาบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง จะไม่มีใครทราบว่า ใครกาให้ใคร แต่หากสแกนย้อนหลังก็จะทราบได้

ความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดน่าจะแสดงให้เห็นได้ว่า กกต. หลงประเด็นในข้อกฎหมาย และหากมีการฟ้องคดีหรือดำเนินคดี อัยการซึ่งเป็นทนายของแผ่นดิน จะต้องเป็นทนายเพื่อว่าความให้ กกต.

ดังนั้น เมื่ออัยการมีความเห็นเช่นนี้แล้ว มีข้อน่าสงสัยว่า กกต. จะเหลือใครว่าความสู้คดีให้ หรืออาจต้องใช้งบของ กกต. ว่าจ้างทนายว่าความให้ตนเองเป็นการกรณีพิเศษ

หากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อพ.ศ. 2549 มีกรณีที่ กกต. จัดหน่วยเลือกตั้ง โดยให้ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งหันหลังให้ประตู เป็นเหตุให้คนที่ยืนอยู่ตรงประตูอาจมองเห็นได้ว่า ผู้ที่ใช้สิทธิเลือกตั้งกาบัตรเลือกตั้งให้ใคร

เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ถูกดำเนินคดีทั้งศาลปกครองกลาง และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้วินิจฉัยโดยมีคำพิพากษาไปในทางเดียวกันว่า ขัดต่อกฎหมาย ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งที่ไม่มีเหตุที่แสดงให้เห็นว่า มีผู้เห็นชัดเจนว่า ผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งนั้นกาบัตรเลือกตั้งให้แก่ใครอย่างไร

สำหรับการเลือกตั้งล่าสุดในปีพ.ศ. 2569 นี้ขณะนี้ได้มีผู้จองกฐินล่วงหน้า เพื่อดำเนินคดีกับ กกต. ที่ศาลปกครองกลาง และศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เพียงแต่รอระยะเวลาตามกฎหมายที่เหมาะสม

กกต. จะเผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหากต้องจัดเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง

เอวัง…ด้วยประการละฉะนี้!

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Twitter : @RujiraBunnag

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น