แก้ไขกฎหมายประกันสังคม

ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 20 กุมภาพันธ์ 2558

ดร. รุจิระ บุนนาค

20 กุมภาพันธ์ 2558

อโรคยา ปรมลาภา ความไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ ทุกคนล้วนแต่อยากมีสุขภาพดี แต่ความเป็นจริงความเจ็บป่วยก็เป็นที่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของคนทุกคน การดูแลรักษาเมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้นแล้วเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับทุกคน ทุกคนต่างต้องการหลักประกันด้านสุขภาพยามเมื่อเจ็บป่วย

การประกันสุขภาพของรัฐในปัจจุบันมี (1) บัตรทอง การบริหารจัดการทำโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้สิทธิแก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (2) ประกันสังคม การบริหารจัดการทำโดยสำนักงานประกันสังคมให้สิทธิแก่ลูกจ้าง ที่ทำงานกับธุรกิจเอกชน (3) สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ การบริหารจัดการทำโดยกรมบัญชีกลาง

ถ้าเทียบกันแล้ว สวัสดิการข้าราชการและหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองจะได้เงินจากรัฐร้อยละ 100 ในขณะที่รัฐจ่ายสมทบให้แก่ประกันสังคมร้อยละ 33 เพื่อให้ดูแลผู้ประกันตน

กฎหมายประกันสังคมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พ.ร.บ ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ผู้ได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ. ประกอบไปด้วย (1) ผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ (2) ผู้ประกันตนที่เคยเป็นผู้ประกันตนและได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงเพราะสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง แต่มีประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป และแสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคม ภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (3) บุคคลอื่นใดซึ่งมิใช่ลูกจ้าง แต่มีความประสงค์เป็นผู้ประกันตน จึงแสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคม

เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้าง ลูกจ้างจะต้องนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยคำนวณจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ ทั้งนี้รัฐบาลจะออกเงินสมทบเข้ากองทุนอีกส่วนหนึ่ง

ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลเมื่อประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย คลอดบุตร เงินสงเคราะห์ เงินบํานาญชราภาพ และกรณีถึงแก่ความตายก็จะได้รับค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีตาย จำนวนเงินที่ผู้ประกันตนแต่ละรายจะได้รับจะแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขและอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะมีการนำระยะเวลาของการส่งเงินสมทบมาเป็นหลักในการคำนวณ

ตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้กำหนดให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนที่จะได้รับเมื่อถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน โดยมีเงื่อนไขในการรับสิทธิประโยชน์ทดแทน คือ ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงาน จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ไม่ว่าจะถูกเลิกจ้างหรือลาออกจากงาน(1) กรณีของการถูกเลิกจ้าง ผู้ประกันตนจะได้รับประโยชน์ทดแทนในระหว่างการว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน (2) กรณีที่ผู้ประกันตนลาออกหรือสิ้นสุดสัญญา ที่มีการกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน ผู้ประกันตนจะได้รับประโยชน์ทดแทนในระหว่างการว่างงานในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน

จากข้อมูลกองทุนประกันสังคมปีพ.ศ.2557 มีผู้ประกันตนทั้งสิ้น 13,625,658 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกันตนที่สิ้นสุดลงเพราะสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง แต่ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป และแสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคม จำนวนทั้งสิ้น 1,124,765 คน

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ วาระแรกแล้ว ร่างฉบับใหม่ได้ตัดสิทธิผู้ประกันตน กรณีลาออกจากงาน จากเดิมที่ผู้ประกันตนจะได้เงินช่วยเหลือขณะว่างงาน จำนวนร้อยละ 30 ของค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน เหตุผลในการตัดสิทธิ คือ ผู้ประกันตนบางคนลาออกเพราะหวังสิทธิประโยชน์การว่างงาน ทำให้เกิดกระแสการคัดค้านต่อร่างฉบับใหม่ขึ้นอย่างมากมาย

หากพิจารณาในภาพรวม การลาออกของลูกจ้างจะมีเหตุผลแตกต่างกันไป การที่สำนักงานประกันสังคมพิจารณา แต่เพียงว่าลูกจ้างลาออก เพียงเพราะหวังเงินประกัน และนำมาตัดสิทธิประโยชน์การว่างงานออกไป ดูจะไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างที่อาจต้องลาออกเพื่อการศึกษา หรือมีการย้ายที่อยู่ทำให้ต้องเดินทางไกล หรือลาออกเพื่อดูแลคนที่เจ็บป่วยในครอบครัว

กฎหมายประกันสังคมที่บังคับใช้ทุกวันนี้ให้เงินค่าคลอดบุตรเพียง 2 คน และสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรแรกเกิดถึงอายุ 6 ปี ได้มีการนำเสนอให้สำนักงานประกันสังคม ควรพิจารณาให้เงินค่าคลอดบุตร 3 คน และควรสงเคราะห์บุตรแรกเกิดถึงอายุ 15 ปี การช่วยเหลือที่ใช้อยู่ดูเหมือนกับว่าไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่น่าจะแบ่งเบาภาระของผู้ประกันตนได้เท่าที่ควร

ตลาดแรงงานในไทยในปัจจุบันประกอบด้วยแรงงานข้ามชาตินับล้าน และยิ่งการรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเสร็จสมบรูณ์ ทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานมีมากขึ้น ร่างพ.ร.บ. ฉบับใหม่ ควรให้ความสำคัญต่อแรงงานข้ามชาติ เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ควรมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญ เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกันตนต้องส่งเงินครบ 15 ปี หรืออายุ 55 ปี จึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศไทย เนื่องจากส่วนมากจะกำหนดการจ้างงานเป็นเวลา 4 ปีหรืออยู่ทำงานอายุไม่ถึง 55 ปีก็เดินทางกลับประเทศ จึงควรให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่ถึง 15 ปี และอายุไม่ถึง 55 ปี สามารถเลือกรับสิทธิเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญได้

การแก้ไขกฎหมายประกันสังคม ที่ตัดสิทธิต่างๆ ควรเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น จำนวนผู้ประกันตนมีนับสิบล้าน เชื่อได้ว่าเสียงเหล่านั้นย่อมมีความเห็นที่ต่างกันไป

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น