ความขัดแย้งใน กสทช. กับความเดือดร้อนของประชาชน

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่  11  กันยายน  พ.ศ. 2569

              กสทช. คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีหน้าที่หลักที่สำคัญต่อประเทศชาติคือ การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุและกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย

          แต่สภาพของ กสทช. ในปัจจุบันเปรียบเหมือน รถยนต์ที่ใส่เกียร์ว่าง หรือคนที่มีอาการป่วยเป็นอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือขยับตัวได้ เพราะคณะกรรมการ กสทช. ส่วนหนึ่งไม่ยอมเข้าร่วมประชุม เพื่อลงมติที่สำคัญผลักดันงานสำคัญที่ยังคั่งค้างอยู่

          สาเหตุสำคัญมาจากการที่คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า ศาสตราจารย์คลินิกนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามในการเข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าสละสิทธิ์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ทั้งที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ได้ปฏิบัติหน้าที่มานานถึง 4 ปี 4 เดือนแล้ว

           ในช่วงเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ กสทช. ได้มีมติผลักดันโครงการที่เป็นสาธารณประโยชน์ มาแล้วหลายเรื่อง เช่น การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Inclusion),การพัฒนา Telemedicine และ Digital Health, ระบบเตือนภัยแห่งชาติ ผ่านมือถือ (Public Warning System), การพัฒนา AI และเศรษฐกิจดิจิทัล, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการบริหารทรัพยากรสื่อสารคลื่นความถี่และดาวเทียม,การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสำหรับผู้พิการ

            คณะกรรมการสรรหาฯ ได้วินิจฉัยว่า ศาสตราจารย์คลินิกนพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม และถือว่าสละสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เพราะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช. ทั้งที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นต้นเรื่องได้มีหนังสือชี้แจงแล้วว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ไม่ได้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของโรงพยาบาลรามาธิบดีหรือมหาวิทยาลัย ในช่วงเวลาที่เป็นประเด็น จึงไม่มีลักษณะต้องห้าม

            ที่สำคัญคือ คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ได้พิจารณาว่าศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. หรือไม่? อย่างไร?

             ประเด็นที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจของ คณะกรรมการสรรหาฯ อยู่ตรงที่ว่า ตามชื่อของคณะกรรมการบ่งบอกไว้ชัดเจนว่า มีหน้าที่ในการสรรหา ดังนั้น เมื่อสรรหาบุคคล จนได้รับการลงมติรับรองและได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว คณะกรรมการสรรหาฯ ยังจะมีอำนาจหน้าที่ในการปลดบุคคลที่ตนเองได้สรรหาอีกหรือไม่? จึงเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญ

            นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนาม เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องขอให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธานกสทช. จวบจนปัจจุบันยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง

            ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569

          ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง ต่อมา ศาสตราจารย์คลินิกนพ. สรณ ได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ให้ศาลปกครองกลางรับคำฟ้องไว้พิจารณา

         คำสั่งดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยในชั้นรับฟ้องว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลกระทบต่อสิทธิ หรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิ ฟ้องต่อศาลปกครอง ยังไม่ใช่คำพิพากษาชี้ขาดว่า คณะกรรมการสรรหาฯ มีหรือไม่มีอำนาจ และยังไม่ได้วินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือสถานะของประธาน กสทช.

         ดังนั้น จึงต้องถือว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. ต่อไป

         วาระสำคัญที่ยังรอการประชุมของคณะกรรมการ กสทช. เพื่อพิจารณาและลงมติ อันมีประโยชน์ต่อสาธารณชน หลายเรื่อง เช่น Digital Road Map หรือกรอบเวลาเพื่อรองรับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่จะหมดอายุ, การจัดสรรคลื่นความถี่ชุดใหม่, การกำกับดูแลคุณภาพและราคาค่าบริการโทรคมนาคม, โครงการ AI, การรักษาสิทธิวงโคจรของดาวเทียมประเทศไทย

           หากยังมีการไม่เข้าร่วมประชุม หรือ Walk Out ของคณะกรรมการ กสทช. สิ่งที่เป็น สาธารณประโยชน์ของประชาชน และรอการพิจารณาอยู่ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย

            การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. ถือเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียหาย ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา เช่นเดียวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่โดยทั่วไป ที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เหตุผล ในการไม่เข้าร่วมประชุม เจตนา และองค์ประกอบของกฎหมายในแต่ละกรณี

            ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ควรเร่งหาทางออกที่ถูกที่ควร โดยลดทิฐิ การยึดมั่น ถือมั่นของตน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบ และเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนจาก กสทช.

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Twitter : @RujiraBunnag

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น