ค่ายรถญี่ปุ่น ขู่ย้ายฐานผลิตจากไทย

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่  28 สิงหาคม  พ.ศ. 2569

              กระแสข่าวที่ว่า ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย ที่มีสมญานามว่า“ดีทรอยต์อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งเอเชีย” ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐบาลไทยเรียกเก็บอัตราภาษีไม่เท่าเทียม ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันรถยนต์สันดาป ไฮบริด กับรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ได้สร้างผลกระทบ และความกังวลใจต่อเศรษฐกิจไทย

             แม้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ ผู้มีฐานการลงทุนและการผลิตในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว เช่น โตโยต้า, ฮอนด้า และ มิตซูบิชิ ยืนยันว่า ยังไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย เพียงแต่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยช่วยเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้าใหม่

            แต่การปิดตัวของโรงงานประกอบรถยนต์บางแห่ง เช่น ซูบารุ และซูซูกิ ตลอดจนการปรับลดกำลังการผลิตของค่ายรถยนต์หลัก เป็นสัญญาณเตือนว่า ข้อได้เปรียบเดิมของประเทศไทยกำลังลดลง

             ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย เริ่มแสดงศักยภาพในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ โดยเฉพาะมีปัจจัยข้อเสนอการเข้าถึงแหล่งนิกเกิล (Nickel) สำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตลาดรถยนต์ในประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูง ตลอดจนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและที่ดินแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อดึงดูดค่ายรถญี่ปุ่นโดยตรง โดยเฉพาะ โตโยต้า

              รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตเร่งพิจารณารื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ให้ครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า,รถสันดาป และรถไฮบริด โดยนโยบายมาตรการจะมุ่งเน้นความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่มีการลงทุนและจ้างงานจริงในประเทศ พร้อมทั้งรักษาความเชื่อมั่นเพื่อไม่ให้ฐานการผลิตหลักย้ายออกไปจากประเทศไทย

             อาจกล่าวได้ว่า ข้อตกลง FTA ไทย-จีน เทียบกับ JTEPA ไทย-ญี่ปุ่น เป็นชนวนเหตุสำคัญของความขัดแย้งเชิงนโยบายเริ่มต้นจาก ความไม่สมดุลของแต้มต่อทางการค้าและโครงสร้างภาษี ระหว่างค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าเกิดใหม่

              เงื่อนไขข้อตกลง FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) ที่กำหนดให้อัตราภาษีศุลกากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (BEV) สำเร็จรูป (CBU) จากจีนอยู่ที่ 0% จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอัตรานี้อาจมีสาเหตุมาจากการที่ผู้แทนทางการค้าของไทยเข้าใจไปเองว่า รถยนต์ไฟฟ้าในกรณีนี้มีเฉพาะรถกอล์ฟหรืออย่างไร

              ส่งผลให้ค่ายรถยนต์จีนสามารถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในไทยได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก และทำสงครามราคาได้อย่างดุดันจนค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในประเทศอยู่ก่อนแล้วเริ่มถอดใจ

              แม้จะมีข้อตกลง JTEPA (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement) ให้สามารถนำรถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้าจากญี่ปุ่นได้ แต่ก็ยังคงมีภาระภาษีศุลกากรและมีเงื่อนไขการเปิดเสรีที่ผูกพันกับการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ ทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการผลิตในประเทศเป็นหลักเพื่อรักษาระดับราคา กล่าวคือ รถยนต์สันดาป (ICE) ภายในประเทศต้องแบกรับภาษีสรรพสามิตในอัตรา 13%-50% ขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์และการปล่อยก๊าซเสีย ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) จากจีนได้รับสิทธิลดภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 2% พร้อมเงินอุดหนุนโดยตรงจากมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5

               อีกทั้งมาตรการอุดหนุนค่ายผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น สำหรับ “รถยนต์ไฮบริด (HEV)” ที่ตรึงภาษีสรรพสามิตคงที่ ที่อัตราภาษีไว้ที่ 6% (ปี 2571-2575 สำหรับรถที่ปล่อยก๊าซเสียไม่เกิน 100 g/km) และ 9% (สำหรับรถที่ปล่อยก๊าซเสียระหว่าง 101-120 g/km) รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนอื่นๆของรัฐบาลไทยกำหนดไว้ ก็เพียงมุ่งเน้นการ “ชะลอผลกระทบและช่วยสนับสนุนช่วงเปลี่ยนผ่าน” (Transition Period) เพื่อรักษาฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (Supply Chain) และแรงงานในประเทศที่ค่ายรถญี่ปุ่นสร้างไว้ ให้มีเวลาปรับตัวไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดได้อย่างเรียบร้อย

              ผนวกกับปัญหาวิกฤตโครงสร้างแรงงานไทย ค่าแรงปรับสูงขึ้น ในขณะที่ทักษะและความชำนาญตามไม่ทันกับความเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และยกระดับทักษะแรงงานอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาบทบาทการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ผสมผสาน (Hybrid & Multi-pathway) ที่ขาดระบบการถ่ายทอดองค์ความรู้และความชำนาญจนเป็นช่องว่างรอยต่อ เมื่อผู้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเดิมย่างเข้าสู่วัยเกษียณสังคมสูงวัย

                แม้การปิดโรงงานค่ายผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นในไทยแล้วขนย้ายเครื่องจักรออกไปทั้งหมดทันที มีความเป็นไปได้ต่ำ ซึ่งต่ำกว่า 20% เนื่องจากไทยยังมีห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสูงที่สุดในภูมิภาค

                 แต่การย้ายฐานการผลิตของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นไปอินโดนีเซีย ในรูปแบบการกระจายเงินลงทุนใหม่ด้วยการชะลอการลงทุนใหม่ในไทย แล้วกระจายเม็ดเงินลงทุนสำหรับสายการผลิตไฮบริด (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นถัดไปไปยังอินโดนีเซีย ด้วยข้อเสนอที่จูงใจอาจเกิดขึ้นได้

                  เมื่อถึงเวลานั้น หากไทยไม่ปรับเปลี่ยนอัตราภาษี และมาตรการส่งเสริมที่เหมาะสม แม้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นไม่ย้ายฐานการผลิตจากไทย ก็เหมือนย้ายอยู่ดี

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น