เรื่องวุ่นๆ ของ ประธาน กับกสทช. และคำสั่งศาลปกครอง

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่  14 สิงหาคม  พ.ศ. 2569

              ความสับสนวุ่นวายในการประชุมคณะกรรมการกสทช. หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระของรัฐ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ได้สร้างความประหลาดใจ ระคนสงสัย และไม่เข้าใจให้กับประชาชนทั้งประเทศ

            ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการ กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่21 กรกฎาคม 2569 ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช.มีลักษณะต้องห้าม (ในการเข้ารับตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่) และถือว่าสละสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมพ.ศ. 2553 ทั้งที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานและกรรมการ กสทช. มานานถึง 4 ปี 4 เดือนแล้ว

              ในช่วงเวลาที่ศ.คลินิก นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว คณะกรรมการ กสทช.ได้มีมติผลักดัน โครงการที่เป็นสาธารณประโยชน์ มาแล้วหลายโครงการ เช่น การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Inclusion), การพัฒนา Telemedicine และ Digital Health, ระบบเตือนภัยแห่งชาติผ่านมือถือ (Public Warning System), การพัฒนา AI และเศรษฐกิจดิจิทัล, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการบริหารทรัพยากรสื่อสารคลื่นความถี่และดาวเทียม, การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสำหรับผู้พิการ ตลอดจนกรณีคณะกรรมการ       กสทช. บางคนไม่ยอมเข้าร่วมประชุม (Walk Out) หลังจากที่คณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการ กสทช. ไม่ครบองค์ประชุม จึงไม่สามารถประชุมพิจารณาในวาระสำคัญที่รอการพิจารณา เช่น Digital Road Map หรือกรอบเวลาเพื่อรองรับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่จะหมดอายุ, การจัดสรรคลื่นความถี่ชุดใหม่, การกำกับดูแลคุณภาพและราคาค่าบริการโทรคมนาคม,โครงการ AI, การรักษาสิทธิวงโคจรของดาวเทียมประเทศไทย

                   ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569

                   ดังนั้น สาระสำคัญแห่งคดีนี้คือ “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ศ.คลินิก นพ.สรณได้บรรยายฟ้องว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายกับตน เพราะคณะกรรมการสรรหาฯ ได้วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณมีลักษณะต้องห้าม และถือว่าสละสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

                ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า ศ.คลินิก นพ.สรณไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหาฯ

               คำสั่งของศาลปกครองกลาง สามารถสรุปได้ว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย กับศ.คลินิก นพ.สรณ

                 คำสั่งของศาลปกครองกลางจึงมีมุมมองที่นำมาวิเคราะห์ต่อได้ว่า การที่ “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับศ.คลินิก นพ.สรณ นั้น ย่อมหมายความว่า “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” ไม่ได้มีสภาพบังคับทางกฎหมายกับศ.คลินิก นพ.สรณเพราะหัวใจสำคัญของการเป็น “คำสั่งทางปกครอง” คือ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

ด้วยเหตุนี้ เมื่อศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมหมายความว่า (1) การวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย และ (2) คำวินิจฉัยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล

                   ดังนั้น “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” จึงไม่ถือเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามกฎหมาย จากคำสั่งของศาลปกครองกลางดังกล่าว “คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ” จึงมีสถานะเป็นเพียง “ความเห็น” ซึ่ง “ความเห็น” ไม่ได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่กำหนดให้ “ความเห็น” สามารถมีผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายของบุคคลได้

                   โดยผลของคำสั่งของศาลปกครองกลางจึงน่าจะช่วยให้ประเด็นที่ถกเถียงกันว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ได้หรือไม่นั้น เป็นที่ยุติว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ รวมถึงกรรมการ กสทช. ทุกคน มีหน้าที่และอำนาจต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะองค์กรกลุ่มหรือ คณะกรรมการ กสทช. เช่นเดิม เพราะยังมีวาระสำคัญอีกมากมายที่คณะกรรมการ กสทช. มีหน้าที่ต้องประชุมหารือกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

                ประเด็นที่สาธารณชนสับสนเป็นอย่างมากอยู่ตรงที่ เพราะเหตุใดเวลาผ่านล่วงเลยมานานถึง 4 ปี 4 เดือน ที่คณะกรรมการ กสทช. ได้ปฏิบัติหน้าที่และผลักดันโครงการที่เป็นสาธารณประโยชน์มาแล้วหลายโครงการ คณะกรรมการสรรหาฯ จึงได้หยิบยกเรื่องคุณสมบัติของศ.คลินิก นพ.สรณ ขึ้นมาพิจารณาว่า มีลักษณะต้องห้าม ทั้งที่ควรจะพิจารณาก่อนที่ศ.คลินิก นพ.สรณ จะเข้ารับตำแหน่ง

สิ่งที่สาธารณชนสงสัยคือ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้กระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง (Conflict of Interest) ในระหว่าง 4 ปี 4 เดือนที่ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. หรือไม่? คณะกรรมการสรรหาฯได้วินิจฉัยว่า “ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม เพราะ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง กรรมการ กสทช. อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ”

              ประเด็นที่น่าสนใจตรงนี้ คือ คณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ได้วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณได้กระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง(Conflict of Interest) ในระหว่าง 4 ปี 4 เดือน ที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน แต่วินิจฉัยว่า มีลักษณะต้องห้ามเพราะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงในช่วง “ก่อน” เข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช.

               อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่แท้จริง ย่อมมุ่งหมายมิให้กรรมการ กสทช. หรือกรรมการขององค์กรอิสระกระทำการใดที่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง (Conflict of Interest) ใน “ระหว่าง” ที่ดำรงตำแหน่ง เพื่อป้องกันมิให้ใช้อำนาจหน้าที่ไปหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ไม่ใช่ “ก่อน” ดำรงตำแหน่ง เพราะในช่วงเวลานั้น กรรมการยังไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะให้ประโยชน์แก่ตนเองหรือใครได้ 

                   นอกจากนี้ ไม่ว่าการตีความหรือขยายความ ประเด็นผลประโยชน์ขัดแย้ง (Conflict of Interest) จะไปไกลเพียงใดก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ การปฏิบัติหน้าที่แพทย์รักษาคนไข้นั้นจะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกับการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ในบริบทใดได้บ้าง

                   หากจะมองว่า แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง หรือที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า เป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรัฐ เป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ ก็จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายที่แปลกประหลาดคือ แพทย์ที่สังกัดโรงพยาบาลเอกชนมารับเป็นแพทย์คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลรัฐ จะมีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐไปด้วย ซึ่งรวมถึงกรณีแพทย์ที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังรับเป็นแพทย์คลินิกนอกเวลา ก็จะเป็นการต่ออายุราชการไม่มีที่สิ้นสุด เพราะถูกตีความว่าเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ

                นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งเป็นต้นเรื่องก็ได้มีหนังสือชี้แจงแล้วว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่ได้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของโรงพยาบาลรามาธิบดีหรือมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาที่เป็นประเด็น จึงไม่มีลักษณะต้องห้าม ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่มีผลกระทบต่อสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ

                โดยสรุป คำสั่งของศาลปกครองกลางและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีประเด็นและมุมมองที่สามารถนำมาวิเคราะห์ทางกฎหมายได้หลากหลาย และแต่ละประเด็นสามารถนำมาถกเถียงและแปลความกันได้ในหลายแง่มุม

                คำสั่งของศาลปกครองกลางยังไม่เป็นที่สุด เมื่อ ศ.คลินิกนพ.สรณ ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดแล้ว คงต้องจับตากันดูว่า ศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาและมีคำสั่งประการใดต่อไป

                สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตีความกฎหมายคือ ต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ยิ่งกว่าข้อความของกฎหมายที่เป็นเพียงตัวหนังสือ

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Twitter : @RujiraBunnag

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น