ดร. รุจิระ บุนนาค
คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569,
เมื่อประเทศไทยเริ่มประสบปัญหาน้ำมัน รัฐบาลได้แถลง โดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมโดยกล่าวว่า จะประชุมกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง แล้วจับตัวไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน แก้ผ้าเปิดเผยสาธารณะ
ต่อมากลับแถลงว่า ตรวจสอบแล้ว ไม่พบไอ้โม่ง เหตุที่น้ำมันขาดตลาด เป็นเพราะประชาชนตื่นตระหนก แห่กันไปเติมน้ำมันและกักตุนไว้ใช้เอง เนื่องจากกลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลน เป็นเหตุให้น้ำมันขาดตลาด สร้างความมึนงงให้แก่ประชาชน เพราะกลายเป็นความผิดของประชาชนไปเต็มๆ แต่ความจริงในช่วงนั้นคือ น้ำมันขาดตลาด และราคาแพงขึ้น
รัฐบาลได้แถลงว่า พบน้ำมันขาดหายจากเส้นทางการขนส่ง น้ำมันทางเรือ 99 เที่ยวไปยังภาคใต้มากถึง 57 ล้านลิตร และพบการกักตุนน้ำมันต้องสงสัยที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา ที่พบความผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันที่ส่งเข้าคลัง และออกจากคลังในยามปกติ กับการส่งเข้าและออกจากคลังน้ำมันในช่วงวิกฤต ที่มีน้ำมันเข้าคลังมาก แต่ออกจากคลังน้อย ทั้งที่มันเป็นสินค้าควบคุม
ประเมินได้ว่า ความผิดปกติ ในเรื่องการกักตุนน้ำมัน สามารถสร้างผลกำไรได้ถึง 8,000 ล้านบาท
รวมทั้งคลิปจากกัมพูชา ที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียกัมพูชา ซึ่งบันทึกภาพเคลื่อนไหว ตอนที่เรือไทยถ่ายน้ำมันลงเรือกัมพูชา ในเขตน่านน้ำสากลใกล้กัมพูชา
ในคลิปภาพเคลื่อนไหว ปรากฏภาพเรือที่ชักธงไทยอย่างชัดเจน กองทัพเรือประกาศว่า ทราบว่าเรือไทยลำนั้นเป็นเรือลำใด? ของใคร? แต่จนแล้วจนรอด ยังไม่มีข่าวดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน
ในโลกความเป็นจริงคือ ประชาชนต้องเสียค่าน้ำมันแพงขึ้น เพราะต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น และกองทุนน้ำมันจ่ายเงินอุดหนุนน้อยลง จึงทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเครื่องอุปโภคและบริโภคยารักษาโรคและทุกอย่าง ขึ้นราคาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญคือ ก่อนเวลาที่น้ำมันจะขึ้นราคาเพียงไม่กี่ชั่วโมง น้ำมันในสถานีน้ำมันส่วนใหญ่จะขาดตลาด และหาเติมในราคาก่อนขึ้นราคาไม่ได้ ราวประหนึ่งว่า สถานีน้ำมันส่วนใหญ่พร้อมใจกัน หยุดให้บริการ เพื่อรอขายน้ำมันในราคาใหม่ที่แพงขึ้น
การหายไปของน้ำมันจำนวนมหาศาลถึง 57 ล้าน ลิตรหากเกิดขึ้นจริง ไม่ได้กระทบแค่ในเชิงตัวเลขทางบัญชี แต่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นในระบบการควบคุมของรัฐ คือ ผลกระทบด้านงบประมาณและภาษี (Revenue Loss) ที่รัฐสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิตจากการจัดเก็บภาษีที่ควรจะได้จากการขายน้ำมันตามปกติ กองทุนน้ำมันฯสภาพคล่อง ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ไป มูลค่าสินค้าอาจเสียหายสูงถึงราว 1,700 – 2,200 ล้านบาท
ล่าสุด รัฐบาลได้นำกฎหมายเก่า ออกปัดฝุ่นและบังคับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน คือ พระราชกำหนด แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นในสมัย จอมพลถนอม กิตติขจรเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นได้เกิดวิกฤตน้ำมันทั่วโลก จากการที่กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รวมตัวกันไม่ยอมส่งน้ำมันให้สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น
รัฐบาลได้ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดนี้ บังคับให้โรงกลั่นที่อยู่ในประเทศไทย 6 โรง ลดค่าการกลั่นน้ำมันลง และจะเป็นผลให้ราคาน้ำมันดีเซลที่สถานีน้ำมันลดลงลิตรละ 2.14 บาท หรือราคาขายน้ำมันดีเซลลิตรละ 48.40 บาทเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน
ในที่สุดประเทศไทย ได้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อันมืดทึบ แม้จะไม่ได้เป็นแสงที่สว่างสุกใสมากนัก
ชุมชนบ้านโคกสง่า จังหวัดชัยภูมิ ได้รวมตัวกันกลั่นน้ำมันเบนซิน และดีเซลใช้เอง ได้วันละประมาณ 200 ลิตรโดยขายราคาถูก ในราคาลิตรละ 25 บาท
น้ำมันที่กลั่นใช้กันเอง ชุมชนจังหวัดชัยภูมิ กลั่นน้ำมันโดยใช้ถุงพลาสติก และฝาขวดพลาสติก นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำมาต้มในน้ำหม้อใหญ่ พลาสติกเหล่านี้จะกลายสภาพเป็นน้ำมัน เพราะพลาสติกเหล่านี้เป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี ที่ผ่านกระบวนการผลิตมาจากน้ำมัน จากนั้นมากรองอีกหลายครั้ง จะได้น้ำมันที่สามารถใช้งานได้
ถุงพลาสติกใช้แล้ว นำมาผลิตเป็นน้ำมันดีเซล ฝาขวดพลาสติก นำมาผลิตเป็นน้ำมันเบนซิน น้ำมันที่กลั่นเองสามารถนำมาใช้กับเครื่องจักรและเครื่องยนต์ที่เกี่ยวการเกษตร เช่น เครื่องสูบน้ำ หากใช้กับเครื่องยนต์ประเภทจักรยานยนต์ จะนำมาผสมกับน้ำมันในอัตรา 1:1
นอกจากนี้ วัดศุขเกษมธรรมมิการาม ตำบลเทวราช อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ได้ใช้วิธีเดียวกัน กลั่นและผลิตน้ำมันใช้เอง โดยมีจุดเริ่มต้นจากแนวความคิดของท่านเจ้าอาวาส ที่ต้องการกำจัดขยะพลาสติกในพื้นที่
วิธีการเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สามารถใช้งานได้จริง สถาบันการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควรศึกษาต่อยอด และสนับสนุนชุมชน ชาวบ้าน ประชาชนทั่วไป เพื่อให้ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์มากกว่านี้
รัฐบาลควรส่งเสริมอย่างจริงจัง ในการที่ชาวบ้าน และชุมชน นำขยะพลาสติกมากลั่นเป็นน้ำมันใช้เอง รัฐบาลไม่ควรปล่อยผ่านแบบลมที่พัดผ่านมาแล้วผ่านไป ทั้งที่สามารถแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนและชุมชนได้จริง
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
rujira_bunnag@yahoo.com
Twitter : @RujiraBunnag