ภาษีทรัมป์ กับ ไทย

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

มาตรการภาษีศุลกากรของประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ 20 ม.ค. 2568 เป็นต้นมา เพื่อประโยชน์ทางดุลการค้า และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สร้างแรงสะเทือนต่อเศรษฐกิจการค้าทั่วโลก ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวจนถึงซบเซาของแต่ละประเทศทั่วโลก ซึ่งแตกต่างกันไป

แนวปฏิบัติในช่วงแรกของสหรัฐฯเป็นการประกาศนโยบายกำหนดอัตราภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในอัตราที่สูง-ต่ำ (ส่วนใหญ่สูงกว่าอัตราปกติที่ค้าขายระหว่างกัน) แตกต่างกันไปตามสภาพดุลการค้า (ที่มีต่อสหรัฐฯ) และความภักดีคู่ค้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเกณฑ์หลักในการกำหนด

ต่อมาสหรัฐฯ จึงจะกำหนดให้แต่ละประเทศยื่นขอเจรจาต่อรองและยื่นข้อเสนอเพื่อขอลดอัตราภาษีที่ประกาศกำหนดไว้ในคราวแรก  หากเป็นที่พอใจ (พิจารณาท่าทีความภักดีและข้อเสนอ) ก็จะประกาศและส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีนำเข้าแก่ประเทศคู่ค้านั้นๆ   

ในการนี้ แต่ละประเทศ รวมถึงกลุ่มประเทศต่างๆ (เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป) ขอกำหนดการ นัดเข้าเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อต่อรอง ผ่อนผัน ลดหย่อนอัตราภาษีที่สหรัฐฯประกาศกำหนดอัตราในคราวแรก บางประเทศที่มีข้อต่อรอง อาจกำหนดท่าทีที่แข็งกร้าว ตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เช่น ประเทศจีนที่ถูกกำหนดอัตราภาษีสูงถึง 84% (10 เมษายน 2568) ในฐานะที่เป็นประเทศคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญอันดับหนึ่ง ในขณะที่จีนก็กำหนดมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีสูงถึง 125% ก่อนจะเจรจาตกลงลดภาษีศุลกากรซึ่งกันและกันเหลือ 10% เป็นเวลา 90 วัน ในปัจจุบันสินค้าบางรายการที่เป็นยุทธศาสตร์ในการผลิตสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ (เช่น แร่หายาก) จีนได้ประกาศควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากบางชนิดเพื่อตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ

กลุ่ม BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เป็นชื่อย่อของกลุ่มประเทศ ที่ประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa) มีเจตนารมณ์ร่วมกันในการบูรณาการทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่มากขึ้น มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีแนวโน้มจะสามารถเข้าครอบงำเศรษฐกิจโลกได้ในอนาคต และเป็นกลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่สหรัฐฯ

ประเทศไทยได้รับหนังสือเชิญจากกลุ่ม BRICS ให้เข้าร่วมมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป ตามข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ยังไม่มีความชัดเจนว่า รัฐบาลไทยได้เข้าร่วมแล้ว หรือยังสงวนท่าทีอยู่ แต่ในช่วงหลังข่าวที่นำเสนอทำให้ สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ เข้าใจได้ว่า ประเทศไทยได้เข้าร่วมกับ กลุ่ม BRICS แล้ว

การที่สหรัฐฯ อาจมีความเข้าใจเช่นนั้น ไม่ถือว่าเป็นผลดีต่อไทย เพราะในด้านเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐฯ อยู่คนละขั้วกับรัสเซียและจีน

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ อาจมองว่า ประเทศไทยเป็นทางผ่านสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีนเข้าสู่สหรัฐฯ ยิ่งทำให้ประเทศไทยถูกสหรัฐฯ จับตามองมากขึ้น และมีผลต่อการขึ้นภาษีของ ทรัมป์

คณะทำงานของกระทรวงการคลัง ได้พยายามเข้าเจรจากับ คณะทำงานสหรัฐฯ ในเรื่องภาษีทรัมป์ มีข่าวว่า ได้ใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก สูงถึงประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อล็อบบี้หรือเพื่อโน้มน้าวชักจูงให้คณะทำงาน สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีทรัมป์ ให้แก่ประเทศไทยในอัตราที่เหมาะสม

หากการเจรจาในเรื่องอัตราภาษีประสบความสำเร็จ ประชาชนคนไทยคงไม่ติดใจในเรื่องค่าใช้จ่ายในการล็อบบี้ แต่ถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย จนทำให้เกิดความสงสัยคาใจว่า ตามข่าวที่ว่ามีค่าใช้จ่ายในการล็อบบี้สูงถึงประมาณ 200 ล้าน บาทนั้น จริงหรือไม่ และได้ใช้จ่ายไปอย่างไร จึงไม่ค่อยได้ผล

ภาพผลงานที่ปรากฏทำให้เห็นว่าคณะทำงานของสหรัฐฯ ไม่ให้ราคา หรือไม่ให้ความสำคัญต่อคณะเจรจาประเทศไทยเท่าที่ควร และคณะทำงานของประเทศไทย น่าจะทำการบ้านและมีความพร้อมฉับไวในการโต้ตอบมากกว่าที่ควรจะเป็น

ล่าสุดประเทศไทยถูกกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐ อยู่ที่ 36%  คงที่ โดยเป็นอัตราภาษีเดิมที่สหรัฐฯ จะเก็บอยู่แล้ว (เป็นอัตรานับแต่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2568) โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. 2568

ตามประกาศ อัตราภาษีทรัมป์ล่าสุด ประเทศไทยเท่ากับกัมพูชาในปัจจุบัน (ลดลง 8% จากเดิม 48%) ลาวและเมียนมาจะถูกเก็บภาษีสูงถึง 40%  อินโดนีเซีย ถูกเก็บภาษี 32%  ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, มาเลเซีย ถูกเก็บภาษี 25% เวียดนาม ถูกเก็บภาษี 20% จากเดิม 46% เพราะเวียดนาม เจรจายอมลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ แต่สินค้าบางรายการจากเวียดนาม สหรัฐฯ ยังเก็บภาษีสูงกว่า 20%

ที่น่าสนใจคือ ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม BRICS และตัวย่อ S ของกลุ่มก็เป็นชื่อของประเทศนี้ ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพียง 30% น้อยกว่าไทยเสียอีก เพราะประเทศไทยจะต้องเสียภาษี ให้สหรัฐฯ สูงถึง 36%

นักวิชาการประมาณว่าหากประเทศไทยต้องเสียภาษีให้สหรัฐฯ ในอัตราสูงถึง 36% ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสทางธุรกิจสูงถึง 900,000 ล้านบาท และยังต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการล็อบบี้เป็นจำนวนมาก แต่ก่อนเจรจาอัตราภาษีทรัมป์กำหนดไว้ 36% จนประกาศอัตราภาษีใหม่ ยังเป็น 36% เท่าเดิม ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จทั้งที่บางประเทศน่าจะเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่า กลับเสียภาษีทรัมป์ในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศไทย

หากประเทศไทยไม่สามารถเจรจาลดภาษีทรัมป์ลงได้ ต้องเร่งหารายได้จากทางอื่นมาชดเชย โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยว และต้องสร้างค่านิยมให้ผู้ประกอบการคนไทย มีความรู้สึกและจิตสำนึกต้อนรับชาวต่างประเทศให้อบอุ่นโดยไม่เอารัดเอาเปรียบให้เป็นข่าว

อัตราภาษีทรัมป์ ที่ประเทศไทยต้องเสียให้สหรัฐฯ 36% จะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 หากคณะทำงานประเทศไทย ทุ่มเททำงาน เจรจากับสหรัฐฯ ในช่วงโค้งสุดท้าย อาจลดอัตราภาษีลงได้อีก อะไรก็เกิดขึ้นได้

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น