สิทธิคนไทยใช้ AI 1,621 ล้านบาท เพื่อใคร?

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

         เมื่อกล่าวถึง โครงการ TH-AI Passport  หลายคนอาจเข้าใจว่า เป็นการจัดทำหนังสือเดินทางสำหรับคนไทยรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี AI เข้าช่วยวิเคราะห์แยกแยะในการจดจำใบหน้าและอัตลักษณ์ส่วนบุคคล โดยมีกระทรวงต่างประเทศเป็นเจ้าของโครงการแต่แท้จริงแล้ว โครงการ TH-AI Passportเป็นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.)  เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มกลางรวบรวมเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) ชั้นนำระดับโลก เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced และ Claude ระดับ Pro หรือระดับพิเศษแบบมืออาชีพ รวมกว่า 12 โมเดลหรือชนิด ให้คนไทย 5 ล้านคนใช้งานระดับ Pro โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นเวลา 1 ปี โครงการนี้ใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาท จากกองทุนพัฒนาดิจิทัล

           ตามที่ได้ประชาสัมพันธ์ไว้ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ  เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึง AI ระดับ Pro หรือ พรีเมียม ระดับพิเศษแบบมืออาชีพที่ปกติมีค่าใช้จ่ายสูงพัฒนาทักษะ (Up-Skill): มุ่งเน้นยกระดับทักษะดิจิทัล เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียนการทำงาน และการสร้างรายได้จริง โดยรัฐบาลแจกสิทธิให้เข้าใช้งานฟรี

            คุณสมบัติของผู้มีสิทธิใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป ที่ทำการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน เข้าอบรม ผ่านการอบรมหลักสูตร AI เบื้องต้นในระบบ “Learn to Earn” ตามเกณฑ์ที่กำหนด  เมื่อผ่านจะได้รับสิทธิรหัสปลดล็อกเข้าใช้งานในแพลตฟอร์มกลาง เชื่อมโยง AI ในแพลตฟอร์มต่างๆ

             ผู้คนในยุคนี้ เมื่อกล่าวถึง AI จะสัมผัส และรู้สึกถึงความทันสมัย ตลอดจนเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว AI ได้กำเนิดขึ้นมาในโลกนี้นานถึง 70 ปีแล้ว และพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด หากเปรียบเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต ถือได้ว่า AI เข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว

               โครงการนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงและจับตาอย่างกว้างขวางในสังคม ทั้งในแง่ของความคุ้มค่าและพัฒนาได้จริง ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานที่ลงทะเบียน

                ความไม่ชัดเจนตั้งแต่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ โครงการเพื่อเปิดประมูล ที่กำหนดให้โฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อเพียง 1,500 สาขา ซึ่งมีผู้ถือสิทธิรายใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศไทย และอยู่ในกิจการร่วมค้าที่ชนะการประมูลตลอดจนเป็นบริษัทที่จัดทำราคากลาง

           ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า กำหนดเงื่อนไขล็อกสเปกบริษัทผู้รับจ้างจัดทำโครงการผู้ผ่านการประมูล เป็นบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อนกับบุคคลในคณะรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่

           ความคุ้มค่าสำหรับงบประมาณ 1,600 ล้านบาท อาจไม่ต่างกับการแจกเงิน เพราะไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและองค์ความรู้ และมิได้สร้างองค์ความรู้ต่อยอดและสร้างผู้เชี่ยวชาญด้าน IT และสตาร์ทอัพไทย เพราะเป็นการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการจากบริษัทต่างชาติ 

         ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คนที่จำเป็นต้องใช้ AI ระดับ Pro ในการทำงานจริงๆ ในชีวิตประจำวัน มักจะไม่มีเวลามานั่งเรียนหลักสูตร ซึ่งเป็นการให้ความรู้เพื่อสอบให้ผ่าน ส่วนคนที่ยอมเสียเวลาเรียนจนผ่านหลักสูตร ก็ไม่แน่ว่า ในชีวิตจริงจะมีงานที่จำเป็นต้องใช้ AI ระดับ Pro ขนาดนั้น  

           นอกจากนี้ ยังอาจเป็นการใช้งบประมาณที่ซ้ำซ้อนในโครงการลักษณะเดียวกัน แต่เจ้าของโครงการต่างกระทรวงกันเนื่องจากมีโครงการ THAI Academy – AI in Education และ AI for Teachers ซึ่งเป็นโครงการไตรภาคีภาครัฐ-เอกชน ในความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และบริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีลักษณะเป็นการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติในระยะยาว

           อีกทั้งความไม่ชัดเจนว่า ประสิทธิภาพของ AI ระดับธรรมดาที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว มีประสิทธิภาพการใช้งานแตกต่างจาก AI ระดับ Pro ตามโครงการนี้อย่างไร

           การจ้างผู้รับเหมาตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้ทำการสร้างแพลตฟอร์มกลางขึ้นมาใหม่ (มีภาระค่าระบบ ค่าบริหารจัดการ ค่าวางคลาวด์)  ซึ่งมีมูลค่าสูงและค่าบำรุงรักษาระบบในระยะยาว รัฐบาลควรเลือกมอบสิทธิ “คูปองส่วนลด” หรือ “สิทธิเงินอุดหนุน(Subsidy)” ให้ประชาชนไปเลือกซื้อสิทธิการเข้าใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม OpenAI หรือ Google ที่เปิดให้ใช้งานโดยตรงอยู่  หรืออาจนำงบประมาณส่วนนี้ไปอุดหนุนให้บริษัท/สถาบันการศึกษาเอาไปแจกคนของตัวเองที่ใช้งานจริง ซึ่งจะตรงจุดกว่าและไม่ต้องเสียเงินสร้างระบบซ้ำซ้อน

        ประการสำคัญคือ ผู้รับประโยชน์จากงบประมาณในโครงการนี้ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ประกอบการต่างประเทศ   งบประมาณโครงการนี้ ส่วนใหญ่จะกลายเป็นค่าลิขสิทธิ์ (License) ที่ต้องจ่ายให้บริษัทระดับเดคาคอร์น(Decacorn) ในสหรัฐฯ เช่น Microsoft, Google

          หากรัฐต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยควรนำงบประมาณส่วนนี้ มาจ้างสตาร์ทอัพไทยพัฒนาต่อยอด AI ภาษาไทย หรือแจกทุนให้ SME ไทยทำระบบอัตโนมัติ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทยให้เติบโตได้ยั่งยืนกว่า อีกทั้งหากสามารถพัฒนาต่อยอดได้ผลิตภัณฑ์ AI ที่มีประสิทธิภาพเฉพาะทางได้ดีกว่า และจะสามารถขายผลิตภัณฑ์เป็นค่าลิขสิทธิ์ (License) เป็นรายได้กลับคืนสู่ประเทศได้อีกด้วย

          โครงการนี้ ยังมีระยะเวลาดำเนินการที่เร่งรีบเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหาตลอดจนเทคนิคของการดำเนินการจนน่าสงสัย เพราะไม่น่าจะดำเนินการได้ทัน

           TH-AI Passport เพื่อประโยชน์คนไทย หรือเพื่อประโยชน์ของใครกันแน่ ?

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Twitter : @RujiraBunnag

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น