ดร. รุจิระ บุนนาค
คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
ฝุ่น PM2.5 หรือชื่อเต็มว่า Particulate Matter with Diameter of Less Than 2.5 Micron เป็นฝุ่นละออง ขนาดจิ๋วที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ปะปนอยู่ในอากาศมีปริมาณหนาแน่นเกินมาตรฐานความปลอดภัย ต่อการดำรงชีวิตของประชากร จนกลายเป็นวิกฤตมลภาวะในอากาศ
ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหา ฝุ่น PM2.5 ถึงขั้นวิกฤต อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะทุกจังหวัดของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ ทั้งที่แต่เดิมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศ จนทำให้ประชาชนชาวไทยเกิดความรู้สึกว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?
ฝุ่นอนุภาค PM2.5 เกิดจาก3 สาเหตุใหญ่ คือ 1) การเผาในที่โล่งในพื้นที่การเกษตร และไฟไหม้ป่า ซึ่งยากจะทำการดับ ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และจากประเทศเพื่อนบ้าน ปริมาณมากตามลำดับคือ กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว 2) ไอเสียจากการสันดาปของเครื่องยนต์ยานพาหนะ รวมถึงจากเครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลและถ่านหิน3) สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เคลื่อนตัวเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ตามกระแสอากาศฤดูกาลธรรมชาติพัดพาเข้ามา
กรณีธรรมชาติอยู่เหนืออำนาจการจัดการของประเทศไทย แต่กรณีนี้ ยังมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการเผาป่าและพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะ กัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว
การแก้ปัญหาวิกฤต PM2.5 ส่งผลกระทบโดยตรงกับประสิทธิภาพแนวทางบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาลไทยในปัจจุบัน
ในต่างประเทศ ประเทศอุตสาหกรรม3 ประเทศ ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา ฝุ่น PM2.5 ได้แก่ สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่น และสาธารณรัฐประชาชนจีน
บทเรียนจากการบริหารจัดการและควบคุมมลพิษในอากาศของประเทศอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) การบังคับใช้กฎหมาย และการยกระดับการควบคุมด้านกฎหมาย เช่น สหรัฐอเมริกา ได้ตรากฎหมายอากาศสะอาด 2533 (Clean Air Act of 1990) (ฉบับปรับปรุง) พ.ศ. 2533 มีผลบังคับใช้มาจนปัจจุบัน 2) ปรับระดับค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศและการดำเนินทางปฏิบัติ (Air Quality Standards and Their Implementation) 3) ปรับค่ามาตรฐานระดับประเทศสำหรับแหล่งกำเนิดใหม่ ที่อาจก่อมลภาวะในอากาศ ประเภทอยู่กับที่ เช่น โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม 4) การปรับปรุงและจัดทำบัญชีรายชื่อสารก่อมลพิษทางอากาศ (Hazardous Air Pollutants) ที่จะต้องควบคุมเข้มงวด และ 5) การปรับระบบการอนุญาตการประกอบกิจการอุตสาหกรรม (กำหนดเงื่อนไขและบังคับใช้เข้มงวดกิจการที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศในการออกใบอนุญาตและต่ออายุ)
ประเทศไทยได้เริ่มยกระดับกฎหมายด้วยการเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. ….. ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติเชิงป้องกัน แต่มิได้ให้ความสำคัญยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
การแก้ไขปัญหาวิกฤต ฝุ่น PM2.5 ของรัฐบาลปัจจุบัน ยังเป็นในลักษณะของการตั้งรับ ไม่ได้ ดำเนินการในเชิงรุก
รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ โดยถือว่าปัญหาวิกฤต ฝุ่น PM2.5เป็นวาระแห่งชาติ โดยการตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อพิจารณาวางนโยบายและแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังแบบบูรณาการ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการโดย นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละคนล้วนมีภารกิจมากมายอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจัง และอย่างเป็นรูปธรรม
สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการในขณะนี้คือ ติดตามผลการเผาป่า และพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงวางมาตรการให้ภาคเอกชนรับซื้ออ้อยที่เกิดจากการเผาไร่อ้อยเพียง 25% และวางมาตรการที่จะไม่รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเผาพื้นที่การเกษตร ซึ่งนับว่า เป็นการดำเนินการและเป็นนโยบายที่ยังไม่ได้เป็นเชิงรุกอย่างจริงจัง ซึ่งยังไม่เพียงพอ และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
รัฐบาลได้ห้ามประชาชนเผาป่าและพื้นที่การเกษตร โดยถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ในความเป็นจริง เกษตรกรเป็นจำนวนมากเผาป่าเมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว จนเป็นเรื่องปกติและเป็นวิถีชีวิต เพราะรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย การที่รัฐบาลจะให้ประชาชนเลิกเผาพื้นที่การเกษตรหลังเก็บเกี่ยวแล้ว รัฐบาลต้องมีมาตรการอื่นรองรับที่ชัดเจน เช่น ให้เงินอุดหนุนหรือช่วยเหลือเกษตรกร ให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการแจกจ่ายจุลินทรีย์ให้แก่เกษตรกร เพื่อเร่งให้เกิดผลผลิตหลังจากที่เก็บเกี่ยวแล้ว ซึ่งได้มีการทดลองจากเกษตรกรผู้รู้ในพื้นที่หลายพื้นที่ และได้ผลเป็นที่ประจักษ์ เป็นการจูงใจให้เกษตรกรไม่เผาพื้นที่การเกษตรหลังเก็บเกี่ยว แต่รัฐบาลไม่เห็นปัญหาและไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้เลย
ปัญหาวิกฤต ฝุ่น PM2.5 ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไอเสียรถยนต์ที่เกิดจากการสันดาปหรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนใหญ่ของประเทศ มีมากถึง 2.8 ล้านคัน เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิด ฝุ่น PM2.5 ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ามีเพียงประมาณ 200,000 คัน หรือ 7.14% ของจำนวนรถยนต์ทั้งประเทศ
รัฐบาลไม่สามารถสั่งห้ามประชาชนใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันในทันที เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล อีกทั้ง ประเทศไทยเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตย
สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการคือ ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV โดยให้มาตรการทางด้านภาษีจูงใจในการลดอัตราภาษีทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถูกลงอย่างมากและส่งเสริมให้มีการลงทุนในการสร้างสถานีเติมไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 และสนใจจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เมื่อครบรอบหรือถึงคราวที่ต้องเปลี่ยนรถยนต์ แต่ยังมีความกังวลในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสถานีเติมไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอ ทั้งในกรุงเทพฯและในจังหวัดต่างๆ
ในช่วงเทศกาลที่มีประชาชนเดินทางเป็นจำนวนมาก เช่น สงกรานต์ ขึ้นปีใหม่ คนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าแม้จะมีจำนวนไม่มาก ยังต้องจองเวลาเพื่อเติมไฟฟ้าจากสถานีเติมไฟฟ้าที่ให้บริการ เมื่อประสบกับปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปถึงสถานีตามกำหนดเวลาที่จองไว้ กลับเสียโอกาสหรือเสียคิวที่จองไว้ ต้องให้บุคคลอื่นใช้บริการตามเวลาที่จองไว้แทน และต้องรออีกหลายชั่วโมงกว่าจะได้เติมไฟฟ้า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ล้วนเป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชนไม่มีความมั่นใจที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพราะเป็นความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์โดยสารประเภทขนส่งมวลชนสาธารณะที่ใช้น้ำมัน ส่วนใหญ่จะมีสภาพค่อนข้างเก่า ก่อให้เกิดมลพิษอย่างมาก เมื่อแล่นให้บริการ มักจะปล่อยควันและไอเสียออกมาเป็นจำนวนมาก ถือเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิด ฝุ่น PM2.5 ทั้งที่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชนทั่วไป แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่สำคัญ หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ตรงจุด จะเป็นการเกาถูกที่คัน ไม่ใช่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านไปในแต่ละวัน หรือเป็นเพราะรัฐบาลยังไร้เดียงสาเกินไป กับปัญหาวิกฤต ฝุ่น PM2.5
…………………….