ดร. รุจิระ บุนนาค
คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2567
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัคร สมาชิกวุฒิสภา (สว.)ชุดใหม่ 200 คน แทนชุดเก่าจำนวน 250 คน ที่ได้พ้นวาระแล้ว เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2567 แต่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่รักษาการจนกว่าจะมี สว. ชุดใหม่
กระบวนการคัดเลือก สว. ใหม่คาดจะใช้เวลา 2 เดือน เป็นระบบปิดผู้สมัครคัดเลือกกันเอง และห้ามผู้สมัครหาเสียงต่อสาธารณชน กล่าวกันว่าเป็นระบบสรรหาสมาชิกสภาสูงแบบใหม่ ที่ออกแบบเพื่อใช้กับประเทศไทย ซึ่งอาจถือได้ว่า เป็นครั้งแรกในโลก
การสรรหาด้วยระบบ “แบ่งกลุ่มอาชีพ” และ “เลือกกันเอง” ระบบการคัดเลือกหลายรอบ มีทั้งคัดเลือกผู้สมัครด้วยกันเองในกลุ่ม และการเลือกไขว้ต่างกลุ่ม จากระดับอำเภอ ไประดับจังหวัดจนกระทั่งเป็นระดับประเทศ จนได้ สว. ตามกำหนดจำนวน 200 คนรับตำแหน่งเข้าทำหน้าที่ในสภาสมาชิกวุฒิสภา
ประชาชนที่มีสิทธิเลือก สว. ตามระบบนี้ ได้ยื่นใบสมัครต่อกกต.พร้อมด้วยค่าสมัครคนละ 2,500 บาท ภายใต้วัตถุประสงค์ 3 ประการคือ1)สมัครเพื่อเข้าเป็น สว. เอง 2)สมัครเพื่อโหวตให้ผู้สมัครที่ตนชอบเข้ารอบเป็นสว. และ 3) สมัครเพื่อเป็นคนวงใน เพื่อมีสิทธิจับตาอย่างใกล้ชิดในการตรวจสอบความโปร่งใส จับทุจริตในการลงคะแนนโหวต
การคัดเลือก การลงคะแนน การนับคะแนน การประกาศผล เฉพาะผู้สมัคร สว. เท่านั้นที่จะเข้าไปได้ประชาชนทั่วไปนอกเหนือจากนี้มีสิทธิ์ช่วยตรวจสอบความสุจริต โปร่งใสในการเลือกจากถ่ายทอดสด ดูจากกล้องวงจรปิด จับตาความผิดปกติอยู่ภายนอก
ผู้สมัครเข้ามาในกลุ่มสาขาอาชีพ และความเชี่ยวชาญหลากหลายซึ่งถูกจัดแบ่งไปตามเงื่อนไขคุณสมบัติและข้อจำกัดของผู้สมัครที่กำหนดไว้ในระเบียบ (ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ข้อ 45) จำนวน 20 กลุ่ม โดยผู้สมัครในกลุ่มจะต้องจับสลาก แบ่งสายแล้วไปโหวตไขว้ให้ผู้สมัครจากกลุ่มอาชีพอื่นในการคัดเลือกสว.ตัวแทนในแต่ละลำดับ จากระดับอำเภอไปจนถึงระดับประเทศอันเป็นลำดับสุดท้าย เป็นตัวแทนเข้าสู่ตำแหน่ง
อำนาจสูงสุดของ สว. ที่เข้าสู่ตำแหน่งตามระบบใหม่นี้ มีอำนาจการลงมติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะไม่มีอำนาจโหวตเลือก นายกรัฐมนตรี แบบระบบเก่า แต่ยังมีอำนาจการลงมติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และมีอำนาจในการเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลในองค์กรตรวจสอบอิสระต่างๆ ของไทย เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และอัยการสูงสุด
การคัดเลือก สว. ตามระบบใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อนย่อมเกิดปัญหาในทางปฏิบัตินับแต่การเปิดรับสมัครผู้สมัคร การคัดเลือก สว. เป็นระบบปิด ด้วยข้อจำกัดตามระเบียบกกต. ที่ห้ามผู้สมัครคัดเลือก สว. แนะนำตัวทางวิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง เคเบิลทีวี หรือสื่อสิ่งพิมพ์ รวมถึงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนผ่านบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นข้อจำกัดที่ดูขัดต่อความรู้สึกของภาคประชาชน ในเหตุผลของสิทธิเสรีภาพในการเลือกตั้งผู้แทนที่ทำหน้าที่ในรัฐสภา ที่ผู้สมัคร สว. ควรจะต้องเปิดเผยให้เป็นที่รู้จักแก่ภาคประชาชน
ประชาชนทั่วไปจึงมีความรู้สึกว่า การคัดเลือก สว.ตามระบบใหม่ เป็นการเลือกตั้ง แบบจัดตั้ง เพียงเฉพาะกลุ่มบุคคล แม้แต่ในภาคส่วนของผู้สมัครด้วยกันเอง ที่จะต้องแนะนำตัวเองและหาเสียงต่อผู้สมัครด้วยกันเอง
ผู้สมัครเป็น สว. ต้องผ่านการเลือกทั้ง 3 ระดับ จากระดับอำเภอ ไปสู่จังหวัด และจบที่ระดับประเทศ โดยแต่ละระดับแบ่งเป็น 2 รอบ รอบแรก “เลือกกันเอง” ในกลุ่มอาชีพ และรอบสอง “เลือกไขว้กลุ่ม”หากกรณีการเลือกรอบแรกระดับอำเภอ แต่มีผู้สมัครน้อยทำให้ทั้งอำเภอมีเพียงผู้สมัครเพียงกลุ่มเดียว ทำให้หมดสิทธิ์ไปต่อในระดับจังหวัด เนื่องจากไม่มีคะแนนในรอบ “เลือกไขว้”
เมื่อการคัดเลือก สว. ในระดับประเทศได้ผ่านพ้นไปแล้ว แม้จะได้ว่าที่ สว. ทั้ง 200 คน และสำรองอีก 100 คน แต่ กกต. ไม่สามารถประกาศผลการรับรองได้อย่างเป็นทางการภายในวันกำหนด
แม้ประชาชนส่วนมาก จะรู้สึก สงสัยในตัวว่าที่ สว. บางคนที่ดูจะแปลกๆ กับอาชีพในอดีต ไม่ว่าจะเคยเป็นคนขับรถให้อดีตนักการเมืองผู้ใหญ่ ของพรรคใหญ่, เคยขายของในตลาด, เคยซ่อมรถ ซ่อมคอมพิวเตอร์, โฆษกงานแต่งงาน งานบวช, ผู้ประกาศเสียงตามสาย ก็นับเป็นความหลากหลายทางด้านวิชาชีพ
แต่ที่ประชาชนติดใจสงสัยอย่างมาก อยู่ตรงที่ ว่าที่ สว. 10 คน ในแต่ละกลุ่มอาชีพ ซึ่งมี 20 กลุ่มอาชีพ อันดับที่ 1-6 ได้รับเลือกด้วยคะแนนสูงโด่ง จนผิดปกติ ทั้งที่สังคมไม่เคยรู้จักชื่อ ส่วนอันดับที่ 7-10 กลับเป็นคนที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในแต่ละกลุ่มอาชีพ จนมีความรู้สึกว่า น่าจะเป็นผู้สมัครตัวจริง
หากเป็นเช่นนั้นจริง ถือเป็น เรื่องน่าห่วงสำหรับประเทศไทยว่า บรรดา สว. จะมีความรู้ความสามารถที่ทำงานได้จริง หรือไม่? ในการกลั่นกรองกฎหมายที่เสนอผ่านมาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชน
………………………