ลงพิมพ์ในแนวหน้า : 16 เมษายน 2564
ดร. รุจิระ บุนนาค
16 เมษายน 2564
เขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนพลังน้ำใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า สร้างกั้นแม่น้ำโขงตอนล่าง ตั้งอยู่ประมาณ 30 กิโลเมตรทางทิศตะวันออกของเมืองไซยะบุรี ตอนเหนือของประเทศลาว ก่อสร้างโดยบมจ. ช.การช่าง ของไทย เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจัดซื้อกระแสไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกับรัฐบาลลาว เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2573
บมจ. ช. การช่าง ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลลาว เพื่อทำการศึกษาสำรวจออกแบบเขื่อนไซยะบุรีในปีพ.ศ. 2550 จากนั้นได้มีการลงนามสัญญาตกลงกับรัฐบาลลาวเพื่อพัฒนาโครงการในปีพ.ศ. 2551 การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2555 แต่ได้ชะงักลงเนื่องจากการประท้วงของรัฐบาลเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งอยู่ด้านใต้น้ำ เพราะการสร้างเขื่อนจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
จึงได้มีการปรับรูปแบบของเขื่อนใหม่ให้มีทางขึ้นลงของปลาและการไหลของตะกอนใต้น้ำ และเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 รัฐบาลลาวได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ในเพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อ
โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรีใช้เงินทุนก่อสร้างกว่า 135,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 1,285 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 8 ระบบ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 7,768 ล้านหน่วยต่อปี
กระแสไฟฟ้าร้อยละ 95 ถูกซื้อเพื่อนำมาใช้ในไทย ส่วนที่เหลือถูกนำไปใช้ในลาว ซึ่งจึงมีแนวโน้มก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง หากไทยไม่สั่งซื้อกระแสไฟฟ้า การสร้างเขื่อนย่อมถูกยกเลิก “เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง” จึงนำประเด็นการสร้างเขื่อนนอกราชอาณาจักรไปฟ้องศาลปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2555
มูลเหตุฟ้องคดีนี้มีความเกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้าน ต่างจากคดีปกครองทั่วไป ที่ส่วนใหญ่แล้วมูลคดีจะเกิดในประเทศ คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องไว้พิจารณาตามคำสั่งที่ คส.8/2557 เฉพาะประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับพวกรวม 5 คน ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม รับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม เพราะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียและได้รับความเสียหายโดยตรง เพราะอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง มีสิทธิฟ้องคดีได้ โดยได้อ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ส่วนประเด็นเรื่องการขอให้ยกเลิกโครงการซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ศาลพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดี คือ เครือข่ายชาวบ้านริมฝั่งโขงไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรง จึงไม่มีสิทธิฟ้อง สำหรับขอให้ยกเลิกมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานและมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติให้การไฟฟ้าฯ เข้าทำสัญญานั้น ศาลพิจารณาว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินการภายในของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้อง
คดีปกครองนี้ จะเป็นบรรทัดฐานเพราะการกระทำหลัก ซึ่งเป็นการสร้างเขื่อนไซยะบุรีเกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย วิถีชุมชน เกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย และไม่มีการเผยแพร่ข้อมูล ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบในประเทศไทย
คดีนี้มีผู้ฟ้องคดีจำนวน 37 คนในนาม “เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง” เป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาและประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คนย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบโดยตรงและมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพในพื้นที่ 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน
สิทธิชุมชนในส่วนนี้ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาได้ คล้ายกับความผิดอาญาที่มีการกระทำผิดนอกราชอาณาจักร แต่ผู้เสียหายเป็นคนไทยในความผิดบางประเภทตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลไทยมีอำนาจพิจารณา คดีนี้ จึงถือได้ว่า เป็นการเปิดมิติใหม่ในการฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม องค์กรแม่น้ำนานาชาติได้ระบุว่า เขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนในจีน 11 แห่ง ได้สร้างผลเสียให้ระบบนิเวศของแม่น้ำเป็นอย่างมาก ทั้งแผนการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้า 11 โครงการบนแม่น้ำโขงตอนล่าง และเขื่อนอีก 120 แห่งในแม่น้ำสาขาภายในปีพ.ศ. 2583 จะเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจของภูมิภาค รวมทั้งกระทบต่อการเข้าถึงอาหารของประชาชนในท้องถิ่น
นอกจากนี้ ชาวบ้านใน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงพบว่า มีความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง บริเวณท้ายน้ำจากเขื่อนไซยะบุรี ที่พรมแดนไทยลาว จาก อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ลงไปจนถึงจังหวัดนครพนม และ จังหวัดอุบลราชธานี เช่น ระดับน้ำที่ผันผวน ขึ้นลงผิดธรรมชาติ และปรากฏการณ์แม่น้ำโขงสีคราม ซึ่งหมายถึงแม่น้ำขาดตะกอน แร่ธาตุสารอาหารที่จำเป็นต่อสัตว์ น้ำ และเกษตรกรรมตลอดลุ่มน้ำ
แม้การสร้างเขื่อนจะเป็นประโยชน์ ในทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลายธรรมชาติ ระบบนิเวศน์ ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน แต่โครงการสร้างเขื่อน หรือการก่อสร้างอื่นที่เชื่อว่าจะเป็นการพัฒนาประเทศ ยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งอาจมีการทำลายธรรมชาติ แม้ตามแนวคำพิพากษาข้างต้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะสามารถฟ้องคดีได้ แต่กระนั้นก็ตาม ย่อมเป็นการดี หากมีการออก
กฎหมายให้เป็นปัจจุบันที่สุด เพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่ผู้ประกอบการเป็นชาวไทย แต่การประกอบการในต่างประเทศส่งผลกระทบต่อคนไทยและสิ่งแวดล้อมในไทย เช่น การบังคับจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหาย เพราะการดำเนินคดีในศาลอาจไม่ทันกาล
นอกจากนี้ ประเทศไทยจึงควรพิจารณาและพัฒนาพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน แสงอาทิตย์ และลม ให้มากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องอาศัยพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน